หน้าแรก

diveinfo.net

หน้าแรก    กระดาน    ห้องสนทนา    ตลาด    บทความ    ห้องภาพ    อุปกรณ์    ประชาสัมพันธ์    ร้านดำน้ำ    เรือดำน้ำ    หนังสือ    Links    ติดต่อ

สมรรถนะของ Regulator: สยาม สกูบ้า ไดฟ์วิ่ง - ชุมชนนัก ดำน้ำ : Siam Scuba Diving - Thailand Scuba Diving Community

สมรรถนะของ Regulator

Dumbledore 29-12-2547   แก้ไขสำหรับผู้เขียน แจ้งลบ
ให้คะแนน 1 ท่าน
ความเห็น 1, อ่าน 8086, ล่าสุด 16-08-2560, 13:22:15


(เรียบเรียงตัดต่อจาก Regulator Performance โดย Mike Ward, Dive Lab, Inc.)
เวลาที่หลาย ๆ คนจะเลือกซื้อหรือเลือกใช้ถ้าไม่ซื้อว่าควรจะเลือก Reg รุ่นใดยี่ห้อไหน  ปัจจัยแรกที่ทุกคนพิจารณาก็คือสมรรถนะของ Reg นั่นเอง  ผมไปเจอบทความนี้เข้าและเชื่อว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย  จึงนำมาแปลให้เพื่อน ๆ อ่านกัน

ตั้งแต่มีการประดิษฐ์ Reg ขึ้นเมื่อปี 1950 ทุกวันนี้ Reg ได้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก  Reg ราคาถูกในวันนี้มีสมรรถนะดีกว่า Reg ที่แพงที่สุดในอดีต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 4-5 ปีหลังนี้การพัฒนาเป็นไปอย่างก้าวกระ
โดดด้วยเหตุที่มีการกำหนดมาตรฐานบังคับขึ้นที่สำคัญก็มี CE (European Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่บังคับใช้ในสหภาพยุโรป Reg ที่จะขายในประเทศเหล่านี้ได้จะต้องผ่านการทดสอบเสียก่อนหรือที่เราเรียกกันว่า EN 250 และ ขณะเดียวกันก็มีการใช้วิธีทดสอบสมรรถภาีพที่เรียกว่า ANTSI Breathing Simulator ซึ่งการทดสอบนี้ให้ค่าที่แม่นยำที่ผู้ผลิตสามารถนำมาใช้วิเคราะห์และปรับปรุงการออกแบบ Reg ให้ดียิ่งขึ้น

ถ้าเป็นไปได้ Reg ที่ดีที่สุดก็คือ Reg ที่เมื่อเราสูดหายใจแล้วเหมือนกับตอนที่เราหายใจอยู่บนบก  แต่ในความเป็นจริงคงไม่เป็นเช่นนั้น  ในขณะที่เราอยู่ใต้น้ำที่ความลึกใด ๆ อากาศมีความหนาแน่นมากกว่าบนบก การสูดหายใจเข้าต้องใช้พลังงานเพื่อที่ให้ Reg จ่ายอากาศ  ทำนองเดียวกันเมื่อหายใจออกก็ต้องใช้พลังงานเป่าให้ Exhaust Valve เปิด  ฉะนั้น Reg ที่ดีก็คือReg ที่เืมื่อหายใจทั้งเข้าและออกแล้วใช้พลังงานน้อยที่สุด

ในอดีตการทดสอบ Reg ทำได้โดยการทดลองใช้งานจริง  มีเพียง US Navy เท่านั้นที่มีเครื่องมือทดสอบซึ่งมีราคาแพงมาก การทดสอบสลับซับซ้อนต้องใช้ผู้ชำนาญการพิเศษในการทดสอบ  US Navy จึงผลักดันให้ผู้ผลิตทั้งหลายให้พยามปรับปรุงสมรรถนะให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น Reg รุ่นไหนผ่านการทดสอบก็จะได้รับการขึ้นบัญชีอยู่ใน ANU (Authorized for Navy Use List) การมีชื่ออยู่ในบัญชี ANU ทำให้ผู้ผลิตใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามภารกิจของ US Navy มิได้อยู่ที่การพัฒนา Reg เพียงอยู่ที่ทดสอบว่าผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น  ในรายงานที่แจ้งต่อผู้ผลิตก็เพียงแต่บอกแค่พลังงานที่ใช้ในการหายใจเท่านั้น  ถ้าไม่ผ่านผู้ผลิตก็ไม่ทราบว่าจะต้องปรับปรุงอย่างไรทำให้ผู้ผลิตหมดกำลังใจไปตาม ๆ กัน  ขั้นตอนการทดสอบก็ปิดเป็นความลับเพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ US Navy  จึงทำให้ยากต่อการพัฒนา Reg ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น

ประมาณต้นทศตวรรษที่ 90 บริษัทวิศวกรรมที่ชื่อ ANSTI จากเมือง Portsmouth, UK ได้คิดค้นพัฒนาการทดสอบ Reg ที่มีความแม่นยำเที่ยงตรง เพื่อช่วยทดสอบสมรรถนะของ Reg ให้ผู้ผลิตทั้งหลาย ที่เรียกว่า Breathing Simulator (ขออนุญาตใช้ทับศัพท์)  ต่อมาเป็นที่แพร่หลายจนกลายเป็นมาตรฐานในการทดสอบไปในที่สุด  ผู้ผลิตรายใดไม่ยอมทดสอบก็ยากที่จะได้รับการยอมรับ ไม่เพียงแต่สมรรถนะเท่านั้นที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด  ความน่าเชื่อถือ (Reliability – ความน่าจะเป็นที่ Reg จะทำงานได้ไม่เสียขณะใช้งาน) ก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่มีผลต่อสมรรถนะของ Reg ดังนี้
ความลึก : ที่ความลึกมากขึ้นอากาศมีความหนาิแน่นมากขึ้น เมื่อหายใจทั้งเข้าและออกทำให้อากาศไหลจะมีแรงเสียดทานมากขึ้น
อัตราการหายใจ : ปริมาณอากาศปกติที่เราหายใจหนึ่งครั้ง (Tidal Volume) เมื่อคูณจำนวนครั้งที่หายใจในหนึ่งนาที (Breaths/min) จะได้ปริมาณอากาศที่เราหายใจทั้งหมด Respiratory Minute Volume (RMV)
คุณลักษณ์จำเพาะการทำงานของ Reg : ซึ่งได้แก่ ก) Cracking Pressure หรือความดันที่ทำให้อากาศเริ่มไหลเมื่อสูดหายใจเข้า ข) ความสม่ำเสมอของการจ่ายอากาศ ค) การควบคุมความดันบวก (Positive Pressure) ในSecond Stageให้น้อยที่สุดขณะหายใจเข้า(ปกติตามทฤษฎีต้องเป็นความดันลบ แต่ในทางปฏิบัติในการหายใจเข้าแต่ละครั้งมักจะมีบางขณะที่ความดันเป็นบวก – มีรายละเอียดภายหลัง) ง) มีความต้านทานต่ำในขณะหายใจออก
ปัจจัยเหล่านี้มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเองเช่น ถ้าต้องการออกแบบให้ Reg ทำงานได้ดีที่ RMV สูง ๆ ก็ทำให้สมรรถนะไม่ดีที่อัตรา RMV ปกติหรือต่ำ ๆ  ฉะนั้นการออกแบบ Reg จึงเป็นการหาว่าที่จุดใดจึงจะเป็นจุดที่ดีที่สุด

ในขณะที่หายใจเข้าเราจะต้องออกแรงเอาชนะ Cracking Pressure เพื่อให้อากาศเริ่มไหล  และจะต้องออกแรงดูดต่อจนกระทั่งหายใจสุด  ขีดความสามารถที่นักดำน้ำจะออกแรงใช้กำลังทำงานขึ้นอยู่กับว่า Reg จะจ่ายอากาศได้เพียงพอหรือไม่  ถ้า Reg ต้องจ่ายอากาศเยอะ  แรงเสียดทานก็จะเยอะทำให้ขณะหายใจต้องออกแรงสูดหายใจหนัก  ถ้าต้องหายใจหนัก ๆ นักดำน้ำก็จะเหนื่อยง่ายทำงานได้น้อยลง

เครื่องมือ Breathing Simulator ที่ใช้ในการทดสอบการทดสอบนี้ เป็นการจำลองการหายใจของมนุษย์ ภายใต้การควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด  มีการวัดผลได้อย่างละเอียดแม่นยำ  การวัดผลเชื่อถือได้  เมื่อวัดซ้ำ ๆ กันก็ได้ค่าไม่แตกต่างกัน  เครื่องนี้มีลักษณะเป็นกระบอกสูบมีลูกสูบชักเข้าออกแทนการหายใจเข้าออก  สามารถปรับปริมาตรการหายใจได้โดยการปรับช่วงชักของลูกสูบ  และสามารถกำหนด Breath/min ได้โดยการควบคุมจำนวนรอบ (Cycle) ต่อนาทีได้

สำหรับการทดสอบของ CE กำหนดให้มีปริมาตรการหายใจ Tidal Volume 2.5 lit และมีอัตราการหายใจ 25 Breath/min  2.5 lit X 25 B/min = 62.5 RMV (Respiratory Minute Volume)  เมื่อเปรียบเทียบกับนักดำน้ำชายที่ฟิตทั่ว ๆ ไป ดำน้ำที่ความเร็วปานกลางเป็นเวลาประมาณ 5 นาทีจะมีการหายใจอยู่ที่ 35-40 RMV  หรือนักดำน้ำทหารโดยทั่วไปดำน้ำเป็นระยะทาง 1-2 ไมล์ จะมีอัตราการหายใจอยู่ที่ 40-50 RMV ถ้าเป็นนักดำน้ำแบบสันทนาการดำเที่ยวเล่นช้า ๆ จะมีอัตราการหายใจอยู่ที่ 15-20 Breath/min มี Tidal Volume อยู่ที่ 1.5-2.5 lit สำหรับ Breathing Simulator ถ้าการหายใจอยู่ที่ 10 ถึง 20 Breath/min จะใช้ Tidal Volume อยู่ที่ 2 lit ถ้าเป็น 25 Breath/min จะใช้ Tidal Volume 2.5 lit ถ้า 30 Breath/min ก็จะใช้ Tidal Volume 3 lit

การวัดของ Breathing Simulator จะเป็นการวัดความดันภายในช่อง Mouthpiece ของ Second Stage การเก็บข้อมูลจะเริ่มจากเืมื่อลูกสูบเริ่มดูดอากาศเข้าไปจนสุดช่วงชักซึ่งเปรียบเสมือนการหายใจเข้า  แล้วจึงดันอากาศออกจากกระบอกสูบเปรียบเสมือนการหายใจออก  ข้อมูลความดันจะถูกบันทึกเทียบกับปริมาตรตามช่วงชักของลูกสูบลงบนกราฟ Breathing Pressure Volume Diagram โดยกราฟที่ได้จะเรียกว่า Loop  ความถี่ในการเก็บข้อมูลประมาณ 700 ครั้งต่อวินาที  ข้อมูลนี้จะถูกนำไปคำนวณเป็นพลังงานที่ใช้ในการหายใจ

เพื่อที่จะให้อ่านกราฟเป็นต้องเข้าใจถึงหน่วยที่ใช้วัดและคำจำกััดความที่ใช้เสียก่อนดังนี้

Joules/lit หรือ J/l หมายถึงพลังงานที่ใช้ต่อปริมาตรอากาศที่ใช้หายใจหนึ่งลิตร
millibar หรือ mbar หมายถึงหน่วยที่ใช้วัดความดัน  อาจเป็นบวกหรือลบ ถ้าความดันที่วัดได้สูงกว่าความดันรอบข้าง (ambient) เรียกว่าความดันบวก (Positive Pressure) ถ้าต่ำกว่าความดันรอบข้่างเรียกว่าความดันลบ (Negative Pressure)
Work of Breathing หรือ WOB หมายถึง พลังงานที่ใช้ในการหายใจ มีหน่วยเป็น J/l ค่าที่วัดได้ต่ำหมายถึง Reg นั้นดีเพราะใช้พลังงานในการหายใจ  ถ้าสูงก็คือไม่ดีใช้พลังงานมาก
External Work of Breathing หมายถึงพลังงานรวมที่ใช้ในการหายใจเข้าและออกมีหน่วยเป็น J/l
Inhale Pressure หมายถึงความดันต่ำสุด(ลบเยอะที่สุด) ขณะหายใจเข้า มีหน่วยเป็น mbar โดยปกติมีค่าเป็นลบ  ค่าต่ำสุดที่ CE กำหนดเท่ากับ -25mbar ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐาน CE
Inhale Positive Pressure หมายถึงความดันบวก(ถ้ามี)ในขณะที่หายใจเข้า มีหน่วยเป็น mbar ความดันบวกนี้อาจเกิดขึ้นได้จาก Venturi Action  
Exhalation Pressure หมายถึงความดันสูงสุด (เป็นบวก) ขณะหายใจออก มีหน่วยเป็น mbar ค่าสูงสุดที่ CE กำหนดก็คือ +25mbar ถ้าสูงเกินกว่านี้ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐาน
Inhalation Work หมายถึงพลังงานที่ใช้ในการหายใจเข้ามีหน่วยเป็น J/l
Exhalation Work หมายถึงพลังงานที่ใช้ในการหายใจออกมีหน่วยเป็น J/l
Positive Inhalation Work หมายถึงพลังงานที่จะต้องใช้ออกแรงดูดมากขึ้นจากปรากฏการณ์ Inhale Positive Pressure
โดยทั่วไปในการออกแบบ Second Stage จะมีการออกแบบให้มี Venturi ช่วยในการควบคุมบังคับทิศทางการไหลของอากาศที่ออกจาก Inlet หรือ Poppet Valve ให้มีความเร็วสูงเข้าสู่ Mouthpiece เพื่อช่วยลดความดันในห้อง Second Stage ให้ต่ำลงจะได้ใช้พลังงานในการดูดน้อย ถ้าออกแบบ Venturi ไม่ดีอากาศไหลเข้าปากมากเกินไปทำให้ภายใน Mouthpiece มีความดันเป็นบวกไปชั่วขณะ  ถ้าเป็นขณะที่นักดำน้ำใช้กำลังมากต้องการอากาศมากก็ดีไป  แต่ถ้าเป็นช่วงที่ไม่ใช้กำลังมากต้องการอากาศน้อยแต่ Reg จ่ายอากาศอัดเข้าปากเยอะเกินไปก็จะเป็นที่รำคาญ CE จึงกำหนดให้ Positive Inhalation Pressure มีค่าได้ไม่เกิน +5mbar และ พลังงานในส่วนนี้ (Positive Inhalation Work) ไม่เกิน 0.3 J/l


ภาพที่ 2
การวิเคราะห์ Loop
Loop การหายใจตามภาพที่ 1 จะใช้สีจำแนกแต่ละขั้นตอนของ Loop เริ่มต้นหายใจเข้าที่จุด A ความดันจะเป็นลบไปสู่จุด B แผ่น Diaphragm จะไปดันให้ Poppet Valve เปิดอากาศเริ่มไหล  จากจุด A มา B นี้เรียกว่า Cracking Pressure หรือ Cracking Effort ในภาพที่ 1 นี้ Cracking Effort มีค่าประมาณ 8 mbar  เมื่อสูดหายใจเข้าไปเรื่อย ๆ กราฟจะเลื่อนไปทางซ้าย  แสดงในภาพด้วยสีเขียว ยิ่งเส้นกราฟเข้าใกล้แกนกลางหรือเข้าใกล้ศูนย์เพียงใด  พลังงานที่ใช้ในการสูดหายใจเข้าก็น้อยเพียงนั้น  หรืออีืกนัยหนึ่งพลังงานที่ใช้จะมีค่าเท่ากับพื้นที่ภายในเส้นกราฟนั่นเอง  ถ้าพื้นที่น้อยพลังงานที่ใช้ก็จะน้อย  ถ้าพื้นที่มากพลังงานที่ใช้ก็จะมาก  จะเห็นได้ว่าเมื่อเส้นกราฟเคลื่อนไปทางซ้ายขณะหนึ่งจะเริ่มเป็นบวกที่เราเรียกว่า Inhale Positive Pressure โดยมีจุดสูงสุดที่ประมาณ +6mbar ที่จุด C พื้นที่เหนือกราฟจะเปลี่ยนเป็นสีแดง  ที่จุด D จะเป็นจุดที่หายใจเข้าสุดและเริ่มหายใจออก  ความดันจะเปลี่ยนมาเป็นบวก  พื้นที่ใต้กราฟจะเป็นสีส้ม เมื่อหายใจออกไปเรื่อย ๆ เส้นกราฟจะเลื่อนไปทางขวา โดยมีความดันสูงสุดอยู่ที่ประมาณ +12mbar และเลื่อนไปทางขวาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายใจออกสุดที่ A  รอบการหายใจใหม่ก็จะซ้ำเหมือนเดิม  สำหรับภาพที่ 1 นี้เป็นการทดสอบที่ 75 l/min ซึ่งถือว่าสูงมาก

จะสังเกตได้ว่าทุก ๆ ขั้นตอนการหายใจจะมีผลต่อพลังงานที่ใช้ไม่ว่าจะเป็น Cracking Effort หรือการควบคุมให้ความดันสม่ำเสมอ  ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่าแล้วค่าพลังงานขนาดไหนถึงจะเรียกว่าดี  ก่อนอื่นเราต้องมาเข้าใจเกณฑ์กำหนดในการออกแบบเสียก่อนว่าจะต้องออกแบบให้จ่ายอากาศในปริมาณใดที่ความลึกเท่าไหร่  CE กำหนดให้พลังงานที่ใช้ในการหายใจทั้งหมดไม่เกิน 3 J/l ที่ 62.5 RMVที่ความลึก 165 fsw (feet seawater) ขณะที่ US Navy ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าที่พลังงานเท่าไหร่แต่ตั้งเป็นเป้าหมายไว้แทน  โดยตั้งเป้าไว้ที่ไม่เกิน 1.37 J/l ที่ 62.5 RMV ที่ความลึก 198 fsw ที่ตั้งไว้เท่านี้เพราะมี Reg บางรุ่นสามาำรถทำได้ค่านี้

ความเห็นของ Dive Lab เห็นว่า Reg ที่ดีควรจะสามารถมี WOB ต่ำกว่า 2 J/l ที่ 62.5 RMV ที่ความลึก 130 fsw สำหรับการดำน้ำแบบสันทนาการ  สำหรับการดำน้ำแบบเทคนิคก็ควรมี WOB ต่ำกว่า 2 J/l ที่ 62.5 RMV ที่ความลึกสูงสุดที่ต้องการจะดำ  โดยให้เหตุผลว่าการดำน้ำควรจะมีความปลอดภัยและมีความสบายเป็นหลัก จึงควรเพื่อเหลือเพื่อขาดไว้จะดีกว่า  จึงดีกว่าการใช้ Reg ที่มีสมรรถนะ WOB ที่ 3 J/l  และมี Reg หลายรุ่นหลายยี่ห้อที่มีสมรรถนะ WOB ที่ 2 J/l ที่ 130 fsw

ต่อจากนี้เป็นส่วนที่เพิ่มเติมโดยผู้เรียบเรียงเอง

มาถึงตรงนี้ทุกคนคงอยากรู้แล้วว่า Reg ของตัวเอง(ถ้ามี)มีสมรรถนะเป็นอย่างไร  ScubaDiving.Com ทดสอบไว้หลายยี่้ห้อหลายรุ่นโดยแบ่งตามราคา  สามารถเข้าไปดูได้ที่

http://dive.scubadiving.com/PDF/200407_class_of_2004.pdf
http://www.scubadiving.com/gear/regulators/best_new_regs/7/
http://dive.scubadiving.com/html/200103budgetregs_charts.html
http://dive.scubadiving.com/html/200210regs_charts.html

อย่างที่ได้บอกกล่าวในบทความเรื่อง Regulator ที่ได้ Post ไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับว่า  สมรรถนะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการที่จะเลือกใช้ Reg  แต่เป็นคำตอบแรกที่ต้องตอบก่อน  เมื่อสมรรถนะผ่านต้องไปพิจารณาถึง Reliability ด้วย  ถ้าสมรรถนะดีแต่ Reliability ไม่ดีผมก็ไม่แนะนำให้เลือกใช้  มีบางรุ่นที่สมรรถนะดีที่สุดแต่ขึ้นชื่อว่าไม่ Reliable  อย่าลืมว่าเวลาทดสอบสมรรุถนะนั้นเค้าใช้ Reg ใหม่  ส่วนใหญ่ Reg ที่ไม่ดีจะออกอาการให้เห็นหลังจากใช้ไปแล้วระยะหนึ่ง 10-30 ไดฟ์ ฉะนั้นต้องุถามผู้ที่เคยใช้รุ่นที่เราอยากจะซื้อและต้องถามหลาย ๆ คนด้วย  ข้อมูลอันหนึ่งที่เราควรทราบก็คือตัวคนเราไม่สามารถแยกความแตกต่างของพลังงานที่ใช้ในการหายใจได้ถ้าพลังงานที่ใช้แตกต่างกันน้อยกว่า 0.5 J/l  ฉะนั้นถ้าพลังงานที่ใช้แตกต่างกันนิดหน่อย  แต่ราคาแตกต่างกันเยอะก็เลือกรุ่นที่ราคาถูกได้  อีกประการหนึ่งที่ผู้ผลิตเดี๋ยวนี้นิยมทำกันมากก็คือมีปุ่มปรับความหนักเบาของอากาศที่ใช้ในการหายใจ  บางยี่ห้อก็มีถึงสองปุ่มปรับ Venturi ปุ่มนึงอีกปุ่มนึงปรับสปริงให้หายใจหนักเบา ทำให้ Cracking Pressure ต่ำ  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะให้ผ่านการทดสอบได้สมรรถนะสูง ๆ ใช้พลังงานต่ำ  เมื่อ Cracking Pressure ต่ำก็จะ Freeflow ได้ง่ายโดยเฉพาะตอนลอยตัวอยู่บนผิวน้ำก่อนหรือหลังที่จะลงดำ  จึงต้องทำปุ่มไว้ให้ปรับได้เมื่อต้องการเพิ่ม Cracking Pressure  ฉะนั้นถ้ามีปุ่มปรับก็ควรจะใช้ให้เป็นด้วย  ผมเห็นบ่อยครั้งที่คนมี Reg สมรรถนะสูงแต่ใช้ไม่เป็น Freeflow อยู่เรื่อยเพราะตั้งไว้เบาสุดตลอดเวลา  แล้วมาบ่นว่า Reg ไม่ดี  Reg ประเภทมีปุ่มปรับนี้ฝรั่งเค้าเรียกว่าเอาไว้แข่ง (Race) หรือผมเรียกแบบของผมว่าเอาไว้ซิ่ง  แต่ก็มีบางผู้ผลิตไม่สนเรื่องนี้คือยอมออกแบบไม่มีปุ่มปรับเน้นจ่ายอากาศได้เยอะ แข็งแรงทนทานเน้น Reliaitlity สูง ผ่านข้อกำหนดของ EN 250 และ US Navy

หมายเหตุ อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่
http://www.divelab.com/divelab/mainpages/regulatorperformance.htm

address: 24.166.252.132


ความเห็นจากผู้อ่าน

ความเห็นที่ 1 :  milo 15    posted: 29-09-2551, 08:56:53         แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
  ครูครับ มีการแยกประเภทของ regulators ไหมครับว่า แบบใหนควรใช้กับการดำน้ำแบบสันทนาการ  หรือแบบใดควรใช้กับการดำน้ำที่ลึกมากๆครับ     ผมขอทราบรายละเอียดด้านเทคนิคครับ
        ถ้าครูจะดำน้ำลึกมากๆ ครูจะเลือก regulators แบบใด  เพราะอะไรครับ    ขอบคุณครับครู

address: 124.121.135.190

กรุณา ลงทะเบียน และ login ก่อนส่งความเห็นครับ