หน้าแรก

diveinfo.net

หน้าแรก    กระดาน    ห้องสนทนา    ตลาด    บทความ    ห้องภาพ    อุปกรณ์    ประชาสัมพันธ์    ร้านดำน้ำ    เรือดำน้ำ    หนังสือ    Links    ติดต่อ

Free Diving: สยาม สกูบ้า ไดฟ์วิ่ง - ชุมชนนัก ดำน้ำ : Siam Scuba Diving - Thailand Scuba Diving Community

Free Diving

ปุ๊ย 22-01-2550   แก้ไขสำหรับผู้เขียน แจ้งลบ
ให้คะแนน 5 ท่าน
ความเห็น 7, อ่าน 10397, ล่าสุด 15-08-2560, 13:32:29


Freediving

โดย ครู Marlin (ย้ายมาจากห้องกระดาน)

เมื่อไม่นานมานี้  ผมได้มีโอกาสไปเรียนฟรีไดวิ่งมาครับ  สนุก  ตื่นเต้น  และน่าสนใจจนอดที่จะเอามาเล่าให้เพื่อนๆ  นักดำน้ำแบบสกูบ้าได้รับทราบกันไม่ไหวเลย

อันที่จริง  ผมก็ฟรีไดวิ่งมาก่อนที่จะมาดำน้ำแบบสกูบ้านี่อีกนะครับ  แต่เป็นไปในลักษณะที่เขาเรียกกันว่า  ฟรีไดวิ่งลูกทุ่งน่ะครับ  คือไม่รู้อะไรเลย  ไม่มีเงินเลย  มีหน้ากากกับฟิน (บวกฉมวกยิงปลาอีกอันหนึ่ง)  ก็ดำมันไปเรื่อย เวลาไปเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ  หากหาปลาไม่ได้  ก็อด อันนี้  ประมาณสามสิบปีที่ผ่านมาเห็นจะได้นะครับ

ความที่ชอบกีฬาทางน้ำ  ฟรีไดวิ่งก็เลยเป็นอะไรที่อยากจะทำให้ได้ดี  แต่ในขณะนั้นก็คิดว่าคงทำได้แค่นั้น  ความสามารถของเราคงไม่ถึงที่จะพัฒนาให้ทำได้มากกว่าที่ทำได้อยู่  บวกกับในสมัยนั้น  การดำน้ำก็เป็นอะไรที่มากเกินกว่าฐานะ (ต่อให้เป็นการดำแบบฟรีไดวิ่งก็เถอะ)  เลยไปแข่งว่ายน้ำดีกว่าครับ

ไม่นานมานี้เอง  ได้ข่าวจากเพื่อนว่ามีผู้สอนฟรีไดวิ่งจากประเทศฝรั่งเศส  จะมาเปิดสอนในประเทศไทยเป็นเวลาประมาณหกเดือน  ในหลักสูตรของ  AIDA  ซึ่งเป็นสถาบันฟรีไดวิ่งชั้นนำของโลก  ทำการสอนที่เกาะลันตา  ก็เลยรีบติดต่อไปครับ  ครั้งแรกก็กังวลนะ  ว่าครูจะสื่อสารกับเราได้หรือเปล่า  สังขารของเราจะไหวหรือเปล่า  จะหนีงานไปเรียนได้ยังไง  ฯลฯ.  แต่ความอยากมันมีมากกว่าอุปสรรคครับ  ก็เลยพยายามไปเรียนจนได้

ลางานไปเพื่อนร่วมงานก็รู้สึกตลกขบขัน (ปนสมเพช)  นะครับว่าแก่ขนาดนี้แล้วยังจะซ่าอีก  แต่พอดีการเรียนต่อเรื่องกีฬาทุกชนิดมันเป็นวิชาชีพ (เพราะเป็นครูสอนพละ)  หัวหน้างานเลยอนุมัติให้ไปได้

ขับรถไปถึงเกาะลันตาตอนบ่ายๆ  ครับ  ไปนั่งคุยกับครู  ดูท่าแล้วครูจะหล่อเกินเหตุไปหน่อย  ทำให้รู้สึกสงสัยว่าไอ้พวกนักฟรีไดวิ่งนี่มันต้องสวยหล่อกันแบบนี้หมดถึงจะดำได้ดีหรือเปล่าหนอ  เพราะเห็นในนิตยสารและรายการต่างๆ  ก็เป็นอย่างนั้น  หากเป็นเช่นนั้น  ประเภทอ้วนล่ำดำแก่แบบผมสงสัยจะไม่มีอนาคต  แต่หลังจากคุยกับครูแล้วก็อุ่นใจ  แกบอกว่าต่อให้แก่และน่าเกลียดแค่ไหนก็พอจะเอาดีได้ครับ

อยากเห็นหน้าครูผมก็เข้าไปในเวบนี้แล้วกัน  http://www.freedivecentral.com/f-francisco-gautier-2

เสร็จจากการสมัครเรียน  ครูก็ให้งานกลับไปทำเลยครับ  แกบอกว่าให้กินให้อิ่มและนอนให้มาก  พรุ่งนี้เช้ามาเรียนกันที่ชายหาด  ดูแล้วงานก็ง่ายพอสมควรนะครับ  ผมก็ไปหาที่พักเพราะไปแบบไม่ได้ติดต่ออะไรเลย  ก็หาโรงแรมริมถนนนอนครับ  ง่ายๆ  สบายดี

รุ่งเช้าก็ไปพบกับครู  ทางร้านก็ขับรถไปที่ชายหาดอีกด้านหนึ่ง  สวยมากแต่จำชื่อไม่ได้แล้วครับว่าหาดอะไร  เริ่มแรกก็เรียนเรื่องการเตรียมพร้อมร่างกายกันเลย  ถึงก็เรียนเรื่องการเหยียดยืดกล้ามเนื้อ  โยคะเล็กน้อย  โดยเฉพาะเรื่องการเหยียดกล้ามเนื้อส่วนที่เป็นช่วงอกเพื่อให้ปอดสามารถขยายตัวได้มากขึ้น

จากนั้นก็เรียนเรื่องการหายใจ  ก็น่าแปลกใจที่เทคนิคการทำ  Hyperventilation  แบบที่เรียนมาในหลักสูตรการดำน้ำแบบสกูบ้านั้น  นำมาใช้กับฟรีไดวิ่งไม่ได้เด็ดขาด  เพราะอาจจะตายไม่รู้ตัว  การหายใจแบบนักฟรีไดวิ่งจริงๆ  นั้น  ต้องใช้วิธีการเอาอากาศเข้าไปให้มากที่สุด  และใช้พลังงานอย่างประหยัดที่สุด  มากกว่าที่จะหลอกระบบของร่างกายว่ามีคาร์บอนไดออกไซด์น้อย  แล้วจะได้ไม่อยากหายใจ  แบบการทำไฮเปอร์เวนทิเลชั่นครับ

แค่เรื่องแรกนี้  ผมก็รู้สึกแล้วครับว่าโชคดีที่ยอมเสียเงินมาเรียน  หากไปดำเล่นเองคงไม่รู้เรื่อง

นอกจากนี้  ยังมีเรื่องความปลอดภัยอื่นๆ  ที่ครูสอนให้รู้ก่อนอีกหลายจุด  ในการเรียนฟรีได้วิ่งระดับหนึ่งดาวนี่นะครับ

อันดับแรกเลยก็คือไม่ให้ดำน้ำคนเดียวโดยเด็ดขาด  ต้องมีบัดดี้ซึ่งจะดำพร้อมเราก็ไม่ได้ด้วยนะครับ  ต้องคนหนึ่งดำลงไปขณะที่อีกคนอยู่บนผิวน้ำคอยมองดู  เพื่อคอยช่วยเหลือหากเกิดอาการหมดสติเนื่องจากระดับความดันโลหิตต่ำ (อันเกิดจากวิธีการหายใจและการเลื่อนไหลของเลือดในร่างกายของนักดำ)  หรือจาก  Shallow Water Blackout (SWB)

ครูเน้นเรื่องการจมลอย  ว่าต้องให้ตัวลอยนิดๆ  บนผิวน้ำ  เวลาดำลงไปลึกๆ  ตัวจะได้ไม่จมมากเกินไป  ถึงแม้ว่าเราต้องการจะให้จมได้บ้างเพื่อประหยัดพลังงานในการเดินทางลงไปในที่ลึกก็ตามทีครับ  แต่วันที่เรียนกันจริงๆ  ก็ทำไม่ได้เท่าไรเพราะไม่ได้ใส่เวทสูท  เครื่องแบบนักเรียนเป็นกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว  หน้ากากเดิมๆ (ถึงแม้ต่อไปจะต้องเปลี่ยนให้  Low Volume  กว่านี้)  ฟินอันเดิม (ซึ่งก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน  แต่ยังไม่มีตังค์)  ตัวผมก็เลยจมถึงแม้จะอยู่ที่ผิวน้ำ

น่าแปลกใจเหมือนกันที่ครูบอกว่าสนอร์เกิ้ลนั้นให้ใช้ได้แต่ไม่ให้ติดกับหน้ากาก  ให้ถือเอาไว้แล้วใช้หายใจเตรียมตัวลง  เมื่อจะมุดลงน้ำ  ให้ส่งสนอร์เกิ้ลให้เพื่อน  แล้วก็ดำลงไปไม่ต้องคาบลงไปด้วย  เนื่องจากเหตุผลสองประการคือหนึ่ง  มันต้านน้ำทำให้ดำลงยากกว่าเดิม  การดำน้ำแบบนี้การทำตัวให้ลู่น้ำสำคัญมาก  ประการที่สองคือ  การคาบสนอร์เกิ้ลขณะฟรีไดวิ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ทำกัน  เพราะมันจะทำให้เราอยากหายใจก่อนเวลาครับ

นอกจากนั้น  สัญญาณโอเค  ที่เราใช้กันก็ใช้ไม่ได้ในการดำน้ำฟรีไดวิ่งนะครับ  เขาให้ใช้การพูดเลย  เช่นเมื่อนักดำขึ้นมาถึงผิวน้ำใหม่ๆ  นี่  เขาให้บัดดี้อยู่ในระยะมือเอื้อมถึง  ให้นักดำเกาะทุ่นแล้วหายใจหลายๆ  ครั้งจนเป็นปกติแล้วจึงถามว่าโอเคหรือเปล่า  หากใช้สัญญาณมือแบบพวกเรา  ส่วนมากจะไม่ได้สื่อสารกันจริงๆ  เพราะมีหลายคนที่ตอบโอเคเป็นสัญญาณมือแล้วก็หมดสติไปหนึ่งหรือสองวินาทีหลังจากนั้นครับ

แค่ชั่วโมงแรก  ก็มีอะไรใหม่ๆ  เยอะแยะไปหมดครับ

หลังจากทำการเตรียมตัวพร้อมทั้งอธิบายเรื่องความปลอดภัยต่างๆ  พอสมควร  ครูก็ให้ลงน้ำตรงชายหาดนั่นเลยครับ  ก่อนลงครูก็ไปจัดสถานที่โดยการเอาเชือกยาวประมาณ  25  เมตรไปขึงไว้ใต้น้ำโดยมีทุ่นตะกั่วถ่วงให้เชือกอยู่ใต้น้ำ  ด้านหนึ่งจะเชือกและทุ่นลอยให้จับ  ช่วงแรกเราก็ทำการเรียนกันตรงทุ่นลอยนั่นแหละครับ

บทเรียนบทแรกเป็นการทำ  Static Apnea  คือหัดกลั้นหายใจใต้น้ำนั่นแหละครับ  เคยทำมาซะมากแล้ว  หารู้ไหมว่าที่เคยทำนั่นไม่ถูกต้องก็เลยทำได้น้อย  ครูก็มีเคล็ดลับหลายอย่างที่ได้สอนให้เรียนรู้และจะได้นำไปฝึกต่อได้

เคล็ดต่างๆ  ก็มีดังนี้ครับ

อันดับแรกต้องยืดเหยียดท่อยูสเตเชี่ยนซะก่อน  เพื่อให้มันยืดตัวและกล้ามเนื้อลำคอผ่อนคลาย  จากนั้นต้องยืดเหยียดกล้ามเนื้ออื่นๆ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายทุกส่วน  การผ่อนคลายนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพราะหากไม่ผ่อนคลายแล้ว  เราจะใช้ออกซิเจนที่มีอยู่อึกเดียวในปอดมากขึ้น  ทำให้กลั้นหายใจได้น้อยลง

อันที่จริง  ผมก็หัดเทคนิคการผ่อนคลายมาเยอะแล้วนะครับ  แต่เทียบไม่ได้กับการผ่อนคลายในน้ำนี่เลย  กลายเป็นเรื่องเรียนรู้ใหม่  ทั้งๆ  ที่ผมก็เคยทำหน้าที่ฝึกนักกีฬาให้ผ่อนคลายมาเกือบสิบปี  แปลกดีเหมือนกัน  นี่ก็เป็นความรู้จากการเรียนฟรีไดวิ่งที่สามารถนำมาใช้กับงานอาชีพได้ทันทีเลย

static apnea  นี่ก่อนจะเริ่มดำน้ำ  ก็ต้องหายใจให้ออกซิเจนเข้าไปเต็มที่ซะก่อน  ด้วยการหายใจสามขั้น  คือขั้นแรกหายใจด้วยกระบังลม  ทำท้องป่องนั่นแหละครับ  ปกติคนทั่วไปจะหายในด้วยปอดหรืออกอย่างเดียว  ไม่ได้ขยายกระบังลม  ทำให้อากาศเข้าไปได้น้อยกว่า  การหายใจเพื่อเตรียมพร้อมนี่  จะต้องขยายพื้นที่ด้านล่างของปอด  ต้องขยายกระบังลมด้วยการผ่อนคลายท้องช่วงเริ่มหายใจครับ  พุงจะป่องออกมามากทีเดียว  ขั้นที่สองคือหายใจด้วยปอดหรือหน้าอกตามปกติ  และขั้นสุดท้ายให้แบะไหล่ออกจากกันเพื่อเพิ่มพื้นที่ปอดด้านบน  จากนั้นก็ทำการ  pack  เพื่อให้อากาศเข้าไปมากกว่าเดิมอีก  ทำท่าเหมือนปลาทองในตู้น่ะครับ  อ้างับ  อ้างับ  จนอากาศเข้าไปไม่ได้แล้ว

จากนั้นให้ค้างไว้สองสามวินาที  จึงผ่อนลมหายใจออกช้าๆ  โดยมีหลักอยู่ว่า  หายใจเข้าเท่าไร  ให้ใช้เวลาหายใจออกเป็นสองเท่า

ทำอย่างนี้จนรู้สึกว่าได้รับออกซิเจนเพียงพอแล้ว  จึงเริ่มก้มหน้าลอยตัวท่าคว่ำหน้าที่ผิวน้ำครับ

ตอนนี้แหละครับ  จะเป็นช่วงที่ทรมาน  และหากทนไม่ไหวมีอาการเกร็งหรือไม่ผ่อนคลายนิดเดียว  ก็จะทนกลั้นหายใจอยู่ไม่ไหว  แต่หากปล่อยให้ผ่อนคลายได้  ซึ่งครูบอกว่ายิ่งอยากหายใจต้องยิ่งผ่อนคลาย  ก็จะอยู่ได้นานกว่าเดิม

ผ่อนคลายแล้วต้องเอาใจออกจากเรื่องการหายใจด้วยนะครับ  เทคนิคของใครของมัน  ครูสอนให้ใช้วิธี  Imagery Relaxation  ซึ่งผมลองทำดูแล้วไม่ได้ผลมาก  คงเป็นเพราะตัวเองไม่เหมาะกับเทคนิคนี้  ที่รู้เพราะเคยฝึกเทคนิคผ่อนคลายมาเกือบทุกอย่างที่มีในโลกนี้เป็นเวลาหลายปีแล้วน่ะครับ  ตอนดำน้ำแบบนี้ผมเลยใช้วิธีฟังเสียงหัวใจตัวเอง  ก็เพลินดีนะครับ  มันจะเต้นช้าลง  ช้าลงไปเรื่อยๆ  แต่ไม่หยุดซะทีนะครับ

ใช้เทคนิคนี้  จากการกลั้นหายใจได้ประมาณนาทีกับอีกนิดเดียว  ตอนนี้ได้สองนาทีกว่าๆ  แล้ว  เห็นครูบอกว่ายิ่งฝึกมากก็จะยิ่งได้นานขึ้นเรื่อยๆ  เคล็ดอยู่ที่ว่าต้องผ่อนคลายให้ได้เต็มที่นั่นเองครับ

ครูก็ทำการทดสอบว่าเราผ่อนคลายหรือไม่  ด้วยการยกแขนยกขาแล้วปล่อยทิ้งลงมา  ดูว่าเรามีแรงต้านหรือเปล่า  หรืออาจจะผลัก  กด  ตัวเราว่าเราเกร็งขืนแรงที่กระทำหรือไม่  คนที่ถูกทดสอบก็จะรู้ตัวและหันไปผ่อนคลายส่วนที่เกร็งนั่นเองครับ

การฝึกแบบนี้  ต้องมีบัดดี้คอยดูแลความปลอดภัยและจับเวลาให้นะครับ  การดูแลความปลอดภัยก็จะมีการ "คลิก"  คือการบีบนิ้วมือของคนที่ดำเป็นระยะ  หากมีการ "คลิก"  ตอบก็หมายความว่านักดำน้ำยังมีสติดีอยู่  หากไม่คลิกตอบ  ให้คลิกอีกครั้ง  ซึ่งหากไม่ได้รับการตอบสนองอีกให้ดึงนักดำน้ำขึ้นมาจากน้ำได้เลย

ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะเคยมีบางคนกลั้นจนหมดสติ  จมน้ำตายไปเลยก็มีครับ  อันที่จริงคนที่หมดสติน่ะ  ช่วงแรกไม่เป็นไรหรอกครับ  ต้องถึงช่วงที่ร่างกายเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ   จากการที่กระบังลมหดตัว  ทำให้ปากหรือจมูกสูดลมเข้าไป  ซึ่งในขณะนั้นหากปากหรือจมูกอยู่ใต้น้ำแล้ว  ก็รับประกันได้ว่าจมน้ำแน่นอนครับ

จากนั้นจึงไปเริ่มฝึก  Dynamic Apnea  ครับ


การฝึกไดนามิค  ก็คือการว่ายใต้น้ำให้ได้ไกลที่สุดด้วยลมหายใจเพียงอึกเดียว เป็นประเภทหนึ่งของการแข่งชันฟรีไดวิ่งครับ  ในประเภทไดนามิคนี้ก็มีสามประเภทย่อยด้วยกัน  คือการดำโดยไม่ใช้ฟิน  การใช้ไบฟิน (หรือฟินสองดันตามปกติที่เราใช้กันแต่ฟินจะยาวกว่า)  หรือโมโนฟิน  (ฟินเดี่ยว  ใส่เท้าทั้งสองข้างเข้าไป  ฟินจะใหญ่มาก  ดูคล้ายฟินของนางเงือกในเรื่องพระอภัยมณีครับ)

เห็นว่าสถิติโลกสำหรับการดำแบบนี้  เท้าเปล่าได้  200  เมตร  ส่วนใช้ฟิน (ทั้งสองแบบ)  สองร้อยกว่าๆ  กว่าเท่าไรจำไม่ได้ครับ

วิธีการหายใจ  การเตรียมตัว  ก็เหมือนกันกับการดำแบบ สแตติค  เพียงแต่ต้องมุดลงด้วยท่า  Duck Dive  แล้วก็ว่ายไปให้ไกล  เทคนิคที่สำคัญคือการาทำตัวให้ลู่น้ำมากที่สุด  ตีฟินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด  จึงจะไปได้ไกลครับ

ผมมานั่งวิเคราะห์แล้วก็พบว่า  การเรียนสแตติคกับไดนามิคนี่เอง  ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการดำลงในที่ลึก  และเป็นประโยชน์ที่นักดำน้ำแบบสกูบ้าพึงจะได้อีกด้วย  คือเราจะฝึกหายใจอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ประการหนึ่ง  ฝึกผ่อนคลายในน้ำ  ปล่อยตัวให้กลมกลืนกับน้ำ  อีกประการหนึ่ง  และการฝึกทำตัวให้ลู่น้ำมากที่สุดอีกประการหนึ่ง  เมื่อฝึกทั้งหมดนี้แล้ว  จะพบว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  กลมกลืน  และมีความผูกพัน  กับน้ำ  กับทะเล  มากขึ้นกว่าเดิม

กลับมาฝึกเพิ่มเติมภายหลัง  ก็พบว่าเราพัฒนาเรื่องเหล่านี้ได้อีกครับ

ที่เกาะลันตาวันนั้น  ผมก็ฝึกสแตติคกับไดนามิคทั้งวัน  เรียนรู้การใช้เข็มขัดตะกั่วแบบฟรีไดวิ่ง  ซึ่งไม่เหมือนกันกับที่เราใช้ตามปกติ  คือเข็มขัดตะกั่วฟรีไดวิ่งนี้จะต้องเป็นยางยืดหนาๆ  รัดด้านบนของสะโพกให้แน่น  เนื่องจากเวลาเราดำลงไปลึกๆ  ตัวเราจะหดลง  หากไม่ใช้เข็มขัดยางรัดให้แน่นแล้ว  เข็มขัดจะเลื่อนไปมาได้  ทำให้เกิดผลเสีย  และที่ต้องรัดสะโพก  เพราะเราจำเป็นต้องให้ส่วนเอวและท้องไม่มีอะไรมารัด  จะทำให้อึดอัดได้ครับ

นี่กำลังจะหายางทำเข็มขัดอยู่  เพื่อนๆ  คนไหนทราบที่ซื้อยางลักษณะคล้ายเข็มขัดตะกั่ว  หนาสัก  2-3  มม.  ช่วยบอกด้วยนะครับ

จากนั้น  ก็กลับไปพักผ่อน  เพื่อจะออกทะเลไปเกาะห้า  ฝึกดำแบบ  Constant Weight  และ  No Limits  ต่อไปครับ

วันรุ่งขึ้น  ก็ตื่นแต่เช้า  ทำการฝึกหายใจและเหยียดยืดกล้ามเนื้อตามที่ครูสอนมา  ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้  ที่สามารถทำได้ก็เพราะครูสั่งห้ามไม่ให้ไปวิ่งตอนเช้าตามปกติที่ผมทำ  เพราะมันจะมีผลกับการดำน้ำ  ทำให้เราไม่เข้ากับน้ำเท่าที่ควร  อะไรทำนองนั้นน่ะครับ  ไว้กลับไปหาความรู้เพิ่มเติมแล้วจะมาอธิบายให้ละเอียดกว่านี้นะครับ

เดินทางด้วยเรือไปเกาะห้า  ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ  จากเกาะลันตา  ทั้งเรือมีแต่ฝรั่ง  ลูกทัวร์ประมาณสิบคน  สต๊าฟอีกสี่ห้าคนครับ  น่าแปลกใจจริงๆ  คือ  ยกเว้นครูฟรังซัวของผมแล้ว  พวกครูสอนดำน้ำฝรั่งทั้งหลาย  สูบบุหรี่กับเป็นปล่องควันโรงงานเลย  ไดเวอร์ที่มาดำเที่ยวกันไม่มีใครสูบสักคน

นี่ก็เป็นข้อสังเกตที่เห็นว่าแปลกครับ  ผู้สอนดำน้ำฝรั่งเกือบทั้งหมดสูบบุหรี่จัด  กินเหล้ากินเบียร์กันทุกคืน  แล้วก็ไม่ค่อยออกกำลังกาย  ทุกที่ครับ  พัทยา  เกาะเต่า  ภูเก็ต

บนเรือเลยฝึกหายใจและผ่อนคลายได้ไม่ดี  ชั้นบนก็ควันของพวกผู้สอนดำน้ำ  ชั้นล่างก็กัปตันกับลูกเรือ  เป็น  Smoking Boat  กันไปเลย

ถึงเกาะก็ดีใจที่ได้ลงน้ำซะทีครับ  ใต้น้ำไม่มีควันบุหรี่แน่ๆ  ครูก็เอาเรือยางไปจัดการทำสถานีฝึกกันเลย  ตรงข้างๆ  เกาะเล็กๆ  ด้านซ้ายหากหันหน้าไปทางเกาะห้าเหนือนั่นแหละครับ  ความลึกของน้ำประมาณ  18  เมตร

ตรงนั้นครูได้จัดสถานี  No Limits ขึ้น  ซึ่งการดำแบบนี้จะใช้  Sled  ให้เราขี่ลงไป  ขาขึ้น  ใช้  Lift Bag  โดยมีถังอากาศไว้เติมเข้าถุงยกดังกล่าว  เราจะพุ่งขึ้นมาด้วยความเร็ว...  ไปดำเข้าจริงๆ  แล้ว  สนุกมากครับ  เหมือนฝันเลย

แต่ก่อนจะดำแบบนี้  ต้องหัดดำแบบ  Constant Weight  ซะก่อน  การดำแบบนี้ก็เหมือนกันกับที่เรานึกภาพการฟรีไดวิ่งไว้นั่นเองครับ  คือการใส่เข็มขัดตะกั่ว  หรือไม่ใส่ก็ได้แล้วแต่คน  ช่วงแรกผมก็ไม่ใส่  แต่ระยะหลังก็ใส่ลงไปครับ  ที่ไม่ใส่ช่วงแรกเพราะเป็นโรคปอดน่ะครับ  (ปอดแหกน่ะครับ)

ดำลงไป  ครูบอกว่าวิธีการเคลียร์หูที่ไม่ควรใช้คือวิธีการกลืนน้ำลาย  เพราะจะทำให้เราอยากหายใจ  และเกิดอาการสะอึกซึ่งเป็นเพราะกระบังลมหดตัว  ฟังแล้วมึนตึ้บเลยครับ  เพราะเป็นวิธีเดียวที่ผมจะทำได้หากปักหัวลง  ถ้าเป็นการลงแบบสกูบ้านี่  วิธีไหนก็ใช้ได้  แต่หากลงแบบปักหัวลงแล้ว  มีวิธีเดียวคือกลืนน้ำลายครับ  

มุดหัวลงไปได้แค่สองสามเมตร  ก็เคลียร์ไม่ออกแล้ว  ติดสนิทเลยครับ  ทำให้เข้าใจนักเรียนสกูบ้าที่เคลียร์หูไม่ได้ขึ้นอีกเยอะเลย  อืม...  ต่อไปนี้ต้องปลอบใจนักเรียนเราให้มากกว่านี้ซะแล้ว

กลับขึ้นมา  ครูบอกให้ลองสาวเชือกลงไปด้วยท่าหัวตั้งตามปกติ  จะได้เคลียร์หูได้  ลองทำดูก็ง่ายดีครับ  ลงไปได้สิบกว่าเมตร  ไม่มีปัญหาอะไรเลย  สักพักก็พยายามปักหัวลงใหม่  ผลออกมาเหมือนเดิม  ได้แค่สองสามเมตรหากไม่กลืนน้ำลาย

นี่ละน้า...  พวกรูปไม่หล่อมาดำฟรีไดวิ่ง  ท่าทางจะเอาดีไม่ได้ซะแล้ว  
ครูก็ให้ลองพยายามต่อไปเรื่อยๆ   ดำลงไปอีกหลายครั้ง  ผลก็ยังเหมือนเดิม  คือหากไม่ใช้วิธีกลืนน้ำลายแล้ว  จะไม่สามารถลงไปได้เลย

แต่ก่อนนี้ผมก็เคยดำลึกสิบกว่าเมตรมาแล้วด้วยการเคลียร์หูแบบกลืนนะครับ  เพียงแต่กลืนไปได้สองสามครั้ง  จะรู้สึกอยากหายใจมากจนกระบังลมเกิดอาการกระตุก  ทำให้ต้องรีบขึ้น  แล้วก็จะเกิดอาการไม่สบาย  ไม่ผ่อนคลาย  หรือบางทีก็กลัวเลย  ทำให้ไม่กล้าดำลึกกว่าสิบเอ็ด  สิบสองเมตร  มาตลอดเวลาที่ผ่านมา

ครั้งนี้ไปเรียน  ผลออกมาแย่กว่าเดิม  ไม่ผ่านห้าเมตรด้วยซ้ำหากใช้วิธี  Valsava  ปกติโดยไม่กลืนน้ำลาย

ครูเห็นว่าไม่ได้เรื่องแน่แล้ว  ก็พาไปนั่งบนเรือยาง  แล้วก็ให้ยืดกล้ามเนื้อคอเพื่อยืดท่อยูสเตเชี่ยนนั่นแหละครับ  แล้วก็แนะนำว่า  ให้ลองดำลงแต่ก้มหน้าขึ้นมามองที่ผิวน้ำ  หรือมองครูนั่นแหละครับ  ท่าทางการดำน้ำจะไม่ตัวตรง  เงยหน้า  เหมือนที่เคย  แต่จะกลายเป็นก้มหน้ามองไม่เห็นทางข้างหน้าไป

ปรากฏว่าได้ผลครับ  เคลียร์หูออกสบายกว่าเดิมเยอะ  ลงไปได้สิบห้าเมตร  ลึกที่สุดที่เคยทำได้มา  ถึงแม้ว่าจะต้องกลืนในช่วงเมตรที่สิบห้าก็ตามทีครับ  แต่ยังมีอาการที่ไม่ควรจะเป็นอีกก็คือกระบังลมกระตุก  ซึ่งครูอธิบายว่าเป็นเพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นมาทำให้ปฎิกิริยาตอบสนองของร่างกายแสดงออกมา  จุดมุ่งหมายเพื่อให้หายใจนั่นเองครับ  เพียงแต่ปฎิกิริยานี้บนบกก็คือไม่มีปัญหาอะไร  แต่ใต้น้ำจะทำให้เราหายใจเอาน้ำเข้าไปในปอดเท่านั้น

ครูบอกว่าเป็นเพราะตอนดำลงไปเราเกร็ง  ไม่ผ่อนคลายเท่าที่ควร  ทำให้กระบังลมกระตุก  และทำให้เราสร้างคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าที่ควรจะเป็น  ฉะนั้น  เมื่อเคลียร์หูพอได้แล้ว  ก็ให้ลองดำด้วยความผ่อนคลาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อกระบังลมเกิดอาการกระตุก  ให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นไปอีก  เวลาขึ้นจะรู้สึกดีขึ้นครับ

ก็ลองฝึกหัดดู  กว่าจะทำให้ก็นาน  บางที  ครูถึงกับต้องดำตามลงไป  ทำท่าเตือนให้ผ่อนคลาย  ถึงจะทำได้ครับ

พอทำได้แล้วทีนี้  เวลาดำน้ำมันรู้สึกดีมากๆ  เลยครับ  เหมือนกับภาพในฝัน โดยเฉพาะเวลาที่เราขึ้น  ตีฟินเบาๆ  ตัวก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยความเร็ว  ร่างกายทุกส่วน  กล้ามเนื้อทุกมัด  ผ่อนคลาย  ยากที่จะบรรยายให้รับทราบได้ง่ายๆ  ครับ

ที่ว่าชอบๆ  การดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งอยู่มาตั้งแต่เด็กแล้วนี่  วินาทีหลังจากนั้นมา  กลายเป็นหลงใหลเสียแล้วละครับ

ตอนนี้  ผมเริ่มเข้าใจหนังสือที่อ่านมาก่อนหน้านี้แล้วครับ  เขาว่าการดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งนี่  ความลึกไม่ใช่เรื่องสำคัญ  ความลึกที่ทำได้เป็นผลจากการแสดงความสามารถด้านอื่นๆ  เช่นการปรับสมดุลย์  การผ่อนคลาย  การหายใจ ฯลฯ.  หากเราทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แล้ว  ความลึกจะเพิ่มขึ้นเอง  

ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำง่ายๆ  นะครับ  การปรับสมดุลย์ให้ได้ดีขณะที่ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน  ตีฟินขึ้นมาจากความลึกที่น่ากลัวเหลือเกินว่าจะไปไม่ถึงผิวน้ำแล้วยังต้องบังคับให้ใจนิ่ง  กายผ่อนคลายอีกด้วยนี่  เป็นเรื่องไม่ง่ายจริงๆ  ครับ  แต่ตอนไหนที่ทำได้  ความรู้สึกจะยอดเยี่ยมมากๆ  ครับ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำหลังจากทำความลึกได้ดังประสงค์ไว้นั้น  คล้ายๆ  กับเวลาที่อยู่บนวินด์เซิร์ฟขณะที่กินลมเต็มที่  เรือเพลนและวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่สามารถจะทำได้นั่นแหละครับ  เหมือนกับอยู่บนยอดของโลก  ทั้งๆ  ที่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเลเลยครับ  เวลาตอนนี้นั้น  เมื่อก่อนที่จะมาเรียน  เป็นเวลาที่จะกลัวมาก  กลัวว่าจะไปไม่ถึง  จะสำลักน้ำ  จะหมดลมซะก่อน  แต่พอเรียนไปแล้ว  กลายเป็นเวลาที่ดีที่สุดไป

ถึงตรงนี้  ที่เคยคิดว่าว่าจะมาเรียนเล่นๆ  กลับกลายเป็นว่าจะต้องจบสี่ดาวให้ได้ภายในเดือนเมษาฯ  หน้าก่อนที่ครูจะกลับฝรั่งเศสซะแล้วครับ

ถึงตอนนี้  เริ่มนึกถึงฟินฟรีไดวิ่งกับหน้ากากแล้วละครับ  เพราะหน้ากากที่เหมาะจะทำให้เคลียร์ง่าย  ส่วนฟินฟรีไดวิ่ง  จะทำให้เราออกแรงได้ผลมากแต่ใช้พลังงานน้อย  เวลาขึ้น  จะทำให้ใช้ออกซิเจนที่มีเหลืออยู่น้อยกว่าฟินธรรมดาครับ  เท่าที่ทราบ  ไม่มีขายในเมืองไทย  ต้องหาหรือสั่งจากต่างประเทศ  แย่หน่อยครับ

หลังจากฝึกแบบ  Constant Weight  ไปได้ครึ่งวัน  ก็กลับไปพักบนเรือเพื่อย้ายหมายไปที่เกาะห้าใหญ่  หน้าถ้ำใหญ่นั่นแหละครับ  ครูไปตั้งสถานีเพื่อฝึก  No Limits  กันตรงที่ลึกประมาณ  20  เมตรครับ

ครูบอกว่าคราวนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยนะครับ  ที่มีการใช้  Diving Sled  สำหรับฟรีไดวิ่งกัน  อันที่จริง  อุปกรณ์นี้ครูก็ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง  ไม่ได้ซื้อมาหรอกนะครับ  เจ้าตัว  Sled  นี้เป็นท่อที่ร้อยเชือกที่เราใช้ดำน้ำธรรมดาทั่วไปนี่แหละครับ  ท่อนี้จะเชื่อมเหล็กให้เป็นที่นั่ง  ที่ถ่วงน้ำหนัก  ที่ล้อคถังอากาศและถุงลมเอาไว้  โดยจะมีคันโยกเพื่อปลดล้อคเชือกเวลาต้องการดำลงไป  เมื่อจะหยุด  ก็กดคันโยก  หรือไปหยุดที่ความลึกสูงสุดที่มีแท่นปูนกั้นไว้  เมื่อจะขึ้น  ก็เปิดลมจากถังอากาศออกไปเข้าถุงยก  ถุงก็จะยกเราขึ้นด้วยความเร็วสูงมากครับ

ดำแบบนี้ง่ายกว่าปักหัวลงเยอะ  แค่นั่งผ่อนคลายแล้วเคลียร์หูให้ทัน  ลงไปยี่สิบเมตรง่ายมากๆ  ครับ  ยิ่งเวลาขึ้น  ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่

แต่ความรู้สึกซาบซึ้งกับการดำน้ำสู้แบบ  Constant Weight  ไม่ได้ครับ  เหมือนเล่นวินด์เซิร์ฟ  กับเล่นเจ็ตสกีนั่นแหละครับ  โลดแล่นไปบนผิวน้ำเหมือนกัน  แต่ลึกซึ้งต่างกันเยอะ

เล่นกับ  Sled  นี่พักใหญ่  ก็เก็บอุปกรณ์กลับเข้าฝั่งครับ  ยังไม่หายสนุกเลยต้องเลิกซะแล้ว  จบหลักสูตรการดำน้ำแบบฟรีไดวิ่งระดับหนึ่งดาวเพียงแค่นี้ครับ  ครูบอกให้กลับไปฝึกฝนร่างกาย  และฝึกดำน้ำฟรีไดวิ่งให้ดี  เตรียมตัวก่อนมาเรียนระดับสูงต่อไปครับ

สรุปว่าในหลักสูตรนี้  ผมทำสแตติคได้หนึ่งนาทีสี่สิบวินาที  ไดนามิคได้ห้าสิบเมตร  คอนสแตนท์เวทได้สิบห้าเมตร  และโนลิมิตได้ยี่สิบเมตร

ไม่น่าเชื่อว่ากลับมาฝึกซ้อมที่สัตหีบเพียงไม่กี่วัน  จะมีการพัฒนาขึ้นเร็วกว่าที่คิดไว้ครับ

กลับมาฝึกต่อไม่นาน  การพัฒนาการก็เพิ่มขึ้นครับ  คงเป็นเพราะฝึกแล้วรู้จักวิธีการผ่อนคลายในน้ำมากกว่าเดิม  ทำให้สามารถกลั้นหายใจได้ง่ายขึ้น  มีหลายครั้งที่ไปได้ถึงสองนาทีนิดๆ  ตอนนั้นจะรู้สึกว่าไม่นาน  เริ่มจะเข้าใจว่าคนที่ทำได้นานๆ  คงจะผ่อนคลายมากจึงจะทำได้ครับ

ส่วนการดำแบบคอนแสตนเวทนั้น  ค่อยๆ  เพิ่มความลึกทีละนิด  ซึ่งก็พอทำได้โดยเฉพาะเวลาที่สามารถผ่อนคลายได้ดีๆ  ความลึกจะเพิ่มขึ้นเองครับ  ตอนที่ผ่อนคลายได้ไม่ดีนั้น  จะมีปัญหาเรื่องการเคลียร์หู  ทำให้เกร็งมากขึ้น  และลงไปลึกไม่ได้  แต่ตอนไหนที่ผ่อนคลายสบายๆ  จะเคลียร์หูง่าย  และลงไปได้ลึกขึ้นเรื่อยๆ  ความกล้าที่จะลงลึกโดยไม่กลัวว่าจะขึ้นไม่ถึงก็จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ  (ถึงแม้ยังปอดแหกอยู่ก็ตามนะครับ)

สรุปว่าการไปเรียนฟรีไดวิ่งนี่  ทำให้รู้สึกลึกซึ้งกับการดำน้ำมากขึ้นเยอะเลยครับ  รวมถึงว่ารู้สึกว่าได้ศึกษาตัวตนและจิตใจของเราเองโดยใช้ความลึกเป็นสื่อได้เป็นอย่างดี  ในความเห็นของผม  ผมคิดว่าการไปเรียนครั้งนี้คุ้มค่ามากๆ  อยากให้เพื่อนๆ  ที่สนใจต้องลองไปทำดูด้วยตนเองครับ

ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนฟรีไดวิ่งที่ให้ผลโดยตรงกับการดำน้ำแบบสกูบ้า
1.  ผ่อนคลายในน้ำมากขึ้น  ดำน้ำสบายกว่าเดิม
2.  หายใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ประหยัดอากาศเห็นได้ชัด
3.  มั่นใจมากกว่าเดิมเวลาอยู่ใต้น้ำ
4.  รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของทะเล  แทนที่จะเอาชนะธรรมชาติด้วยอุปกรณ์
5.  สนุกมากขึ้น  ไม่รู้เพราะอะไร    

คงต้องจบเรื่องการของไปเรียนฟรีไดวิ่งเบื้องต้นแต่เพียงเท่านี้นะครับ  เอาไว้ไปเรียนในขั้นสูงต่อไปแล้วจะมาเขียนให้อ่านกันอีก

address: 58.136.98.162


ความเห็นจากผู้อ่าน

ความเห็นที่ 1 :  aris    posted: 28-04-2550, 16:43:36   งดออกเสียง      แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
วันนี้ได้มีโอกาสไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่บริสเบน
พอเข้าไปในหมวดทะเล เขาเปิดวีดีโอ ให้ดูเกี่ยวกับการติดชิบเต่า
พวกนักดำน้ำ ที่ไม่มีอุปกรณ์ นั่งเรือกระโดดจากเรือท้องแบนเล็กๆ ว่ายไปเอาเต่าขึ้นมา เต่าว่ายหนีใหญ่เลย อิอิอิ  คนว่ายน้ำก็แข็งแรงดี ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ได้เต่ามาเพียบเลย  

address: 60.228.137.10

ความเห็นที่ 2 :  MennSnitz    posted: 27-01-2552, 08:44:04   งดออกเสียง      แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
email: mennsnitz@hotmail.com
เรื่องราวน่าสนใจมากครับ
ผมฝันอยากเรียน Free Diving มานานแล้ว จากความชอบส่วนตัว

ผมรักทะเล และเป็นนักดำน้ำด้วย ดังนั้นจึงมีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเลอยู่เรื่อยๆ ถ้าโอกาสและสถานที่เหมาะสม ผมก็มักจะไป snorkel ดูนู่นนี่ไปเรื่อยๆ และก็ต้องมีการดำ Free Dive ลงไปแทบทุกครั้งเพราะอยากจะได้ไปใกล้ชิดกับสัตว์ใต้ทะเลมากขึ้น ผมจึงอยากไปเข้าคอร์สเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะที่ทำๆมานั้นเป็นแบบลูกทุ่งอย่างที่ครู Marlin ว่านั่นเอง

แต่ถึงแม้จะดำ free dive แบบลูกทุ่งก็ตาม มีอยู่ครั้งนึงที่ผมจำได้ไม่ลืม เมื่อตอนนั้นไปเที่ยวเป็นหมู่คณะที่กระบี่ เค้าก็มีการจัดเรือออกไป snorkel แถวๆนั้น (บรีเวณอ่าวมาหยา) ซึ่งเค้ามีการจัดอุปกรณ์ดำน้า (mask + fins + snorkel) ให้ทางคณะได้ใช้กัน (ซึ่งผมไม่ได้ยืมของเค้า เพราะติดของตัวเองไป) พวกเราก็ได้ snorkel กันสนุกสนานกับความสวยงามของปะการัง และ สัตว์น้ำในบริเวณกันพอสมควร ก็ถึงเวลาที่เราควรจะขึ้นได้ซะที

ตอนขึ้นจากน้ำนั่นพวกเราบางคนก็ได้ถอดอุปกรณ์(ของเรือ) ไว้ที่บริเวณ platform ท้ายเรือ ซึ่งตอนที่ผมกำลังจะขึ้นนั้นก็ได้มีเพื่อนผมคนนึงทำ mask ตกลงน้ำไปหนึ่งอัน

ด้วยความบ้าบิ่น ประกอบกับว่ายังอยากแหวกว่ายน้ำเล่นอยู่อีกนั้น ผมก็ได้อาสาที่จะดำ free dive ลงไปเก็บให้ ผมก็เตรียมตัวใส่ mask และ fin เรียบร้อย ก็ปักหัวดำลงไป

ครั้งแรกที่ดำลงไปนั้น ก็พยายามที่จะสอดส่องสายตาควานหา mask ตัวปัญหานั้น ซึ่งก็หาไม่ยาก เพราะมันตกไปอยู่ใกล้ๆกับจุดที่เราอยู่นั่นเอง (เพราะไม่ค่อยจะมีกระแสน้ำ) เมื่อเห็นมันแล้วก็ขึ้นมาทำใจหน่อย เพราะที่ๆเห็นมันตกไปนั้น ค่อนข้างที่จะลึกกว่าที่เคยดำ(free dive)มาพอสมควร

แต่ก็กลัวเสียหน้าเพราะไปอาสาเค้าเอง คิดได้แล้วก็เลยสูดหายใจเข้าเต็มกระบังลมและปอด (ผมพอจะรู้เรื่องการหายใจบ้าง เพราะเคยเรียนร้องเพลงและเล่นเคร์่องดนตรีแบบเครื่องเป่าหลายชนิด) แล้วจึงปักหัวดำลงไป

ครั้งแรกที่พยายามลงไปเก็บนั้นทรมานมากครับ เพราะเห็นๆอยู่ว่ามันอยู่ตรงไหน แต่ใจก็รู้สึกกลัวและคิดตลอดว่า "เราดำไม่ถึงแน่ๆ" และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดำไปเกือยถึงแล้ว (ขาดไปอีกเพียง 2-3 เมตร) ก็ต้องหันกลับเพราะทั้งร่างเกร็งไปหมด ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ไหวเอง ตี fin กลับขึ้นมาหอบแฮ่กบนผิวน้ำก็เจ็บใจไม่หายเพราะใกล้จะถึงมากแล้ว เลยขอลองอีกสักครั้ง

หลังจากพักเหนื่อยซัก 1-2 นาที ก็เตรียมตัวใหม่ หายใจเข้าออกช้าๆอีกหลายครั้งก่อนที่จะหายใจเต็มที่แล้วปักหัวลงไปใหม่ หนนี้รู้สึกดีขึ้นมากเมื่อตี fin ลงไปในความลึกของน้ำอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะสบายใจว่าเมื่อกี้เรายังลงไปได้โดยที่ขึ้นมาทันแบบสบายๆ เมื่อคิดได้ก็รู้สึกดีและตีขามุ่งหน้าหาเป้าหมายอย่างไม่รีรอ
สำเร็จครับ ผมไปเก็บ mask มาได้จากพื้นที่เรือจอดอยู่ตอนนั้น และก็รีบว่ายขึ้นผิวน้ำทันที

เมื่อขึ้นมาถึง ก็มีคนเรือที่คอยประจำอยู่แถวๆ platform ท้ายเรือ เข้ามาทำท่าตกใจและพูดกับผมว่า "โหพี่ไปเก็บมาได้ยังไง ลึกนะเนี่ย"
ผมก็เก็กตอบไปว่า "สบายน้อง ไม่รู้สึกลึกเท่าไหร่เลย แต่มันลึกซักเท่าไหร่เนี่ย น้องพอรู้ม๊ะ?"
"เกือบ 20 เมตรได้มั้งพี่" เด็กเรือตอบ

ผมก็ตกใจมากเพราะรู้สึกเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างที่จะเยอะ เพราะขนาดที่เราดำ scuba กันยังลงไปไม่เกิน 30 เมตร (โดยประมาณ) นี่ปาเข้าไป 2 ใน 3 ส่วนแล้ว (ภายหลังได้มีโอกาสไปดำ scuba ที่อ่าวนั้นอีก จึงคาดว่าน่าจะลึกซักประมาณ 16-17 เมตรเท่านั้น)

นั่นเป็นความลึกสุดที่ผมเคย (พยายาม) ทำได้โดย free dive แบบลูกทุ่ง แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่ดีมาก เหมือนเราเป็นหน่งเดียวกับสายน้ำและท้องทะเล มันต่างกับการ scuba dive มากๆตรงที่เราจะไม่รู้สึกเทอะทะ เพราะไม่มีอุปกรณ์ระโยงระยาง

ผมจึงอยากที่จะหาโอกาสไปเรียนแบบจริงๆจังๆ เพื่อเรียนรู้เทคนิค และ ความปลอดภัยหลายๆอย่าง ให้ติดตัวไว้ครับ ถ้าครู Marlin สามารถแนะนำได้จะขอบคุณมากเลยครับ

address: 202.183.132.195

ความเห็นที่ 3 :  นาวิน    posted: 15-02-2552, 09:03:37         แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
กำลังอยากหาอ่านเลยครับ

address: 222.123.139.83

ความเห็นที่ 4 :  talaeng    posted: 25-01-2553, 08:58:28         แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
ได้ประโยชณ์มากเลยครับ

address: 202.151.4.24

ความเห็นที่ 5 :  Opas Ml    posted: 24-04-2554, 07:11:33         แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
email: opasml@yahoo.com
บทความมีประโยชน์ดีมากครับ  
ทำผิดมาตลอดเลยครับ  ทั้ง (บางที) ทำ  Hyperventilation  และก็ (บางที) ดำคนเดียว หรือดำกับคนอื่นที่ช่วยอะไรเราไม่ได้   ดีที่ยังมีชีวิตอยู่

address: 111.84.89.14

ความเห็นที่ 6 :  thales    posted: 01-08-2554, 06:10:21         แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
good article

address: 223.207.84.21

ความเห็นที่ 7 :  yosy    posted: 11-11-2554, 05:43:43         แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
เยี่ยมครับ.... มีอีกไหมครับครู Marlin อยากรู้อีกครับ
จากตะหานครึ่งบกครึ่งน้ำ

address: 118.173.214.134

กรุณา ลงทะเบียน และ login ก่อนส่งความเห็นครับ