หน้าแรก

diveinfo.net

หน้าแรก    กระดาน    ห้องสนทนา    ตลาด    บทความ    ห้องภาพ    อุปกรณ์    ประชาสัมพันธ์    ร้านดำน้ำ    เรือดำน้ำ    หนังสือ    Links    ติดต่อ

ลูกผู้ชาย...เรือพายกับสายน้ำ 1: สยาม สกูบ้า ไดฟ์วิ่ง - ชุมชนนัก ดำน้ำ : Siam Scuba Diving - Thailand Scuba Diving Community

ลูกผู้ชาย...เรือพายกับสายน้ำ 1

ป.ประจิณ 03-07-2552   แก้ไขสำหรับผู้เขียน แจ้งลบ
ให้คะแนน 1 ท่าน
ความเห็น 5, อ่าน 4628, ล่าสุด 25-04-2560, 20:36:25


ภาพที่ 1
      มันเป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่ง...ที่เกิดและเติบโตมาบนลุ่มน้ำบางปะกงแห่งนี้  กว่า 50 ปีที่ผ่านมา ได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  ไม่ต่างอะไรกับวัฏจักรของสายน้ำ ที่ไหลขึ้น ลง  ก่อให้เกิดสรรพสัตว์  สรรพสิ่ง  และเรื่องเล่าขานเป็นตำนาน ผ่านชีวิตผู้คน ผ่านกาลเวลา ป่าเขา ทุ่งนา จากหยดน้ำเล็ก ๆ  เป็นลำธาร ลำคลอง และแม่น้ำใหญ่ ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทยตอนบน
      พื้นน้ำอันแสนอุดมในอดีต... แต่ทุกวันนี้เป็นได้แค่เพียง บ่อบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ ที่รองรับทุกสิ่ง ทุกอย่าง จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ผู้เจริญ
     ย้อนอดีตเมื่อวัยเด็ก สายน้ำเล็ก ใหญ่ มากมายบริเวณนี้ ล้วนมีความหมายกับทุกชีวิต  ผมได้เล่น  อาบ  กิน  พร้อมกับเลี้ยงควาย ฝูงปลามากมาย มีให้ตก ทง หรือลงตาข่าย อยากจะหากบ ก็ร้อง “โอ๊บๆ”  เวลาฝนไหลริน  ปูนา  ปูแสม  แมงดา  อยู่ใกล้ชายคา แค่ตำน้ำพริกรอท่า พ่อก็บอกว่าเดี๋ยวจะได้กิน  จิ้มกับผักริมรั้ว แกงส้มสายบัว หยวกกล้วยยายหลนปลาร้า แอ้มยอดกระถิน ท้องอิ่มดีแล้วรีบไปวิ่งเล่น ลมทุ่งโชยมา ไม่มีกลิ่นเหม็น น้ำก็ใส ไหลเย็น อาบแล้วชื่นใจ ไม่เห็นต้องใช้น้ำประปา
      ตอนเรียนประถม ใช้คันนาเป็นทางเดิน ย่ำบนกอหญ้า แลเห็นข้าวกล้าเขียวขจี ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า ใช้วัวควายเทียมไถ  เวลามันถ่ายออกมา ข้าวกล้า ก็งอกงามดี ไม่ต้องใช้ปุ๋ยที่ราคาแพง  มันเป็นของแสลง  เพราะค่าแรงงานแทบจะไม่มี ใช้การลงแขก หมุนเวียนกันไป ชีวิตไม่ยากไร้ อยู่กันแบบวิถีไท ทุกคนมีน้ำใจ แบ่งกันกินแบ่งกันใช้  แหม! มันผิดกันไกลกับตอนนี้
      ยามหน้าน้ำหลาก คันนาเดินไม่ได้ ต้องพายเรือไป แสนจะสนุกดี เป็นเรืออีแปะที่พ่อต่อให้  พอนั่งกันได้สองคนน้องพี่ ช่วยพาย ช่วยถ่อ คุยเล่นกันไป ไม่นานเกินสาย  ทันเคารพธงชาติได้ไม่ต้องถูกครูตี รองเท้าไม่เคยใส่ รอบ ๆ เป็นโคลนตม  ก็น้ำมันท่วมทุกปี
      หลังโรงเรียนเลิก ก่อนจะถึงบ้านจะต้องพายเรือเล่น ว่ายน้ำพอเป็น  เอาเรือมาจมเล่น  แล้วช่วยกันวิดโคลงไปโคลงมา บ้างทีก็แก้ผ้า  กลัวแม่จะฟาด พรุ่งนี้ต้องใส่อีกวัน เสื้อผ้าแสนจะเก่า  ต้องปะชุนเอา  กว่าจะจบป.4  เป็นอยู่อย่างนี้จะไปทางไหน ต้องใช้เรือพาย  เพราะมันสะดวกดี มีกันทุกบ้าน  ถ้ามีเงินหน่อย  เขาจะไปถอยเครื่องหางยาวมาขี่ แสนจะโก้หรู เวลาไปงานวัด จะได้เห็นตลาดนัดเรือสวย  สาว ๆ  ก็มากด้วย มาทำบุญ...มาหาแฟนที่เป็นหลวงพี่
      พ่อผมก็มีเรือ  เป็นเรือหางยาว  ขนาดใหญ่นั่งได้หลายคน  ใช้เครื่อง “เจโล่”  ติดท้าย  วิ่งเร็วทันใจ  เพื่อนบ้านใช้เครื่อง “บิ๊ก” หรือไม่ก็ “โรแทก”  แล่นแข่งกัน วิ่งจนน้ำบานเข้าถึงหัวกระไดบ้าน กระถางแตกไปก็มี โดนหลายครั้งเข้า จนยายโมโห...ร้องด่าสวนไป
“ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน...ใครวะ!ไอ้จิณ ?” ยายด่าเสียงลั่น แข่งกับเสียงเครื่อง ปื้อ ๆ
“ ก็ลูกเขยยาย...พ่อผมยังไง...ทำจำไม่ได้  หรือตาไม่ค่อยดี”  
“ เสียงมันดังหนวกหู เดี๋ยวแม่จะเพ่นกระบาลให้...”ยายก็ด่าไปเรื่อย ๆ แม่ก็นั่งหัวเราะ กว่าพ่อจะกลับยายก็ลืมแล้ว
      เครื่องแต่ละตัว  เสียงจะดังไม่เหมือนกัน ...มียาว  มีสั้น   มีหนัก  มีเบา  มีแบบถี่ ๆ  มีกระเซ้า  กระแซะ ก่อนจะถึงบ้าน หมาจะเห่าทุกที   “ไอ้ตูบ” มันจำเสียงได้ว่าเรือของใคร  ถ้าของพ่อแน่...มันจะกระดิกหาง มายืนคอยที่ท่าน้ำ ส่งเสียงเห่าด้วยความดีใจ... “โฮ่ง ๆ  ๆ” ทำนอง “สวัสดี”ขอขนมกินบ้างสิ...ตอนนี้ผมมี “ไอ้อ้วน”...ซึ่งมันฉลาดเหมือนกับไอ้ตูบ...แต่ไม่ดุเท่า
  


ภาพที่ 2
   กว่า 40 ปี...ผมยังจำได้  ก่อนจากบ้านไปเรียนมัธยมอีก 6 ปี...ไปเป็นเด็กวัด อยู่ท่าสะอ้าน ก่อนจะสร้างสะพานมอเตอร์เวย์ในทุกวันนี้ ด้านหน้าแม่น้ำบางปะกง  ยามเย็นค่ำลง พระจะมาสรงน้ำ ในช่วงน้ำจืด ไหลมาจากเขาใหญ่ จะเป็นสีขาวๆ ขุ่น แต่สะอาดดี พวกเด็กวัดก็จะมาว่ายเล่นด้วย  พร้อมกับเณรน้อย  กระโดดตัวลอย  พุ่งหลาว  ตีลังกากลางหาว  อวดกันว่าใครได้กี่รอบ เฮ ฮา เสียงดัง  ดำผุด ดำว่าย แกล้งจับขากันทำเป็นจระเข้ ให้เพื่อนตกใจ บ้างขึ้นบนกอสวะลอยไปไกลๆ  กว่าจะว่ายกลับมาได้...เห็นหอบกันตับแลบ แต่ก็สนุกดี
      พระคอยดูแล ไม่ให้เล่นนาน ยามน้ำไหลแรงขึ้น มันอันตราย  ควรจะเลิกซะที...ถ้าใครไม่เชื่อเดี๋ยวจะโดนหวาย อดขนม นะจะบอกให้ หลวงพี่ก็ชอบขู่เสียงดัง จนศิษย์วัดวิ่งหนี กลัวจะถูกตี หรือต้องนวดพระฟรีไม่ได้สตางค์ ก่อนจะเข้านอนต้องสวดมนต์ไหว้พระก่อน ถึงจะไปนอนได้ ช่วงเช้ามืดอีกครั้ง ใครไม่มาจะถูกทำโทษตามหลัง  เจ้าอาวาสเข้มงวดมาก ด้วยพ่อแม่อยู่ไกล เอามาฝากพระไว้ ให้ศึกษาเล่าเรียน  
     ท่านจะอบรมสั่งสอน ในเรื่องศีลธรรม เรื่องเวร เรื่องกรรม ให้ได้รู้ ได้เห็น ว่าทุกชีวิตล้วนมีที่มา ที่ไป เวียนว่าย  ตายเกิด จนนับชาติกันไม่ถ้วน กว่าจะเกิดมาเป็นคนได้ มีนรก  มีสวรรค์  มีนิพพาน  คือสถานที่พ้นทุกข์  บรมสุข ชั่วกัลปาวสาน  ควรฝึกให้รู้แจ้ง ในกาย ในจิต  จนถึงอริยมรรค ผ่านทางไตรสิกขา ศีล  สมาธิ  ปัญญา  มนุษย์ใจกล้าเท่านั้นที่จะทำได้  สัตว์ที่ภพภูมิต่ำกว่า ต้องรอมาเกิดใหม่ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป โดยใช้การภาวนา  “พุธโธ”  หรืออะไรก็ได้ให้จิตตั้งมั่น จนเกิดพลังรู้เห็นรูป  นาม ตามความเป็นจริง  ถึงจะเข้าทางสู่ “นิพพาน”  
     ตอนเป็นเด็กวัด ผมก็ทำตาม ๆ กันไป ยังไม่รู้อะไรมากมายนัก จนปัจจุบันพอเริ่มเข้าใจ เมื่อไป ฝึกวิปัสสนา  กับพระสายป่า และศึกษาเพิ่มเติม ที่ลึกขึ้นกว่าเดิม พระอาจารย์บอกว่า จิตที่สงบแล้ว เหมือนน้ำนิ่ง จะเห็นภาพสะท้อนชัดเจน นึกจะมองย้อนไปในอดีต หรืออนาคตก็สามารถทำได้ มาก น้อย แล้วแต่กำลังของสติที่มี ไม่ใช่ของแปลก “ จิตกับจักรวาล” เป็นสิ่งเดียวกัน
    


ภาพที่ 3
  ผมยังจำหลวงพี่รูปหนึ่งได้ติดใจ ท่านออกบิณฑบาตทางน้ำ โดยใช้เรือ ผมชอบแอบเอาเรือของท่านไปพายเล่นตอนช่วงเย็น ๆ  พระไปลงโบสถ์ ท่านกลับมาก็โกรธ จะเอาไม้มาตี  ด้วยกลัวว่าผมจะจมน้ำ ท่านคงพูดด้วยหวังดี  หรือหวงเรือที่ทำมาใหม่ ลงน้ำมันเงา งามมาก
“ พายเรือเป็นหรือ...ไอ้ดากี้ร์ ?” ท่านจ้องหน้าถามผม พร้อมไม้เรียวในมือ
“พอเป็นครับ...ที่บ้านมีเรือ” คิดถึงเรืออีแปะลำเก่า ไม่ได้พายมานานแล้ว
“งั้นพรุ่งนี้มาพายให้หลวงพี่ที” ผมประณมมือโล่งอก บอกท่านว่า
“ได้ครับ ให้หลวงพี่นั่งหัวเรือ จะพายให้ถึงบ้านสีกาแสนสวยของหลวงพี่ทุกวันเลย”...ท่านหัวเราะชอบใจ ก็ของมันชอบ  แล้วผมก็เอาเรือไปพายเล่นได้ตลอดปี
      ยังไม่ทันเรียนจบ ตอนกลับมาบ้านช่วงหน้าน้ำหลาก พ่อก็จะสอนให้ขับเรือหางยาว กว่าจะเป็นก็วิ่งเข้านาข้าวเสียหลายรอบ จะไปวัด ไปตลาด  หรือไปบ้านญาติผมก็ขับเรือไป ในคลองน้ำใส  สวะก็ไม่ค่อยมี  ดังโบราณว่าไว้  “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า”วันเวลาที่ผ่านมาไม่นาน ทั้งเรือทั้งเสือก็หมดไป  คลองตื้นเขิน ป่าไม้ก็ถูกทำลายกว่า 70 %ของพื้นที่ประเทศ  แล้วจะว่าอย่างไร? เมื่อวิถีไทยเปลี่ยนไป อย่างทุกวันนี้ !
      เรือของพ่อเลิกใช้  เครื่องถูกนำไปวิ่งท่อ แล้วก็เก็บไว้ มีถนนเข้ามาแทนที่ นาข้าวถูกเปลี่ยนมาเป็นนากุ้ง ยอดผักบุ้งยังเฉา ด้วยการใช้น้ำเค็มผสมกับน้ำจืด  เติมคลอรีนลงไป เพื่อฆ่าจุลินทรีย์ จนความหลากหลายทางชีวภาพที่เคยมี ต้องสูญสิ้นไป พร้อมกับสุขภาพของชาวนากุ้ง ในหลายพื้นที่
      พ่อเลี้ยงกุ้งได้ไม่นาน...กำไรเคยมี ก็ต้องหมดไป พร้อมกับร่างกาย ที่ย่ำแย่ลง ต้องรักษาตัวนานกว่าสิบปี  เพราะสติขาดหาย จากพิษสารเคมี ยาผสมอาหารกุ้งที่เอามาขาย  ซึมเข้าภายใน มันค่อย ๆ ทำลายเซลล์ประสาทไปทุกที พอถึงเวลาก็ยากที่จะแก้ไข มันสายไปแล้วทั้งๆ ที่พ่อก็เป็นคนดี
       ชาวนาหลายคนในบริเวณนี้  ต่างอวดร่ำอวดรวยเวลาขึ้นกุ้ง  ตอนนี้ลูกหลานต้องช่วยกันพยุงไปขี้  มันเวรหรือกรรมอะไร?... ถ้าใครรู้ได้ช่วยตอบผมที  ได้แต่คาดเดาว่า ถ้าไม่รู้คุณของข้าวก็โง่เขลาสิ้นดี พื้นดินอู่ข้าว เอาไปทำนากุ้งยังยุ่งขนาดนี้ แล้วนี่!โรงงาน อาคารแปลก ๆ เข้ามาแย่งกันเกิด บานยังกะดอกเห็ดหลายคนเห็นว่าดี เป็นที่พึ่งใหม่ ให้ชีวิตเจริญขึ้น...
“ถ้ามันวิเศษจริงนะ!...ขอให้พ่อผมหาย...จากอัมพาตในตอนนี้... ผมจะก้มลงกราบไหว้มลพิษทั้งหลาย...แทนพระพุทธเจ้า…ใครเห็นว่าดี? ”
     ไม่ได้พูดประชด  หรือขวางการพัฒนา  แต่ที่เห็นกับตาของภาคตะวันออก เดี๋ยวนี้ ! เข้าไปดูได้ที่มาบตาพุดแหล่งอุตสาหกรรมมากสุด ในพื้นที่ระยอง และข้างเคียง  เล่นเอาคนระยอง... “ฮิสั้น!...” ต้องนอนขวัญผวา  กับโรคร้ายนา ๆ ที่เข่นฆ่าพี่น้องเรา โดยเฉพาะมะเร็ง มาเป็นอันดับหนึ่ง  พวกนักลงทุน ยังตะแบงว่ามาตรฐานสุดเจ๋ง...ก็ ISO., มอก., อย., ฯลฯ มีเกือบทุกโรงงาน...พร้อมใบรับประกันคุณภาพต่าง ๆ ที่ออกมาจากหน่วยงานของรัฐ มันยังเลวร้ายขนาดนี้ ชาวบ้านต้องอาศัยอำนาจศาลประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ ประจานเบื้องหลังผลผลิต  ของการพัฒนาประเทศ...แล้วมันจะคุ้มกันมั้ยนี่ ? กับชีวิตคนท้องถิ่น ทะเลไทย และพื้นที่การเกษตร เราได้แต่ร้องขอว่า “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”  
    


ภาพที่ 4
ผมรู้จักพื้นที่แถบนี้ดี  เคยมาเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ 3 ปี วันหยุดก็จะออกเรือประมง วางอวนปลาโม่ง ปลาอินทรี กับเพื่อนตังเกในคลองปากน้ำที่แสนดี ออกไปไม่ไกลจากชายฝั่ง แค่มองย้อนกลับมาเห็นหลังคาบ้าน ก็ได้ปลามามากมาย แม้จะขายไม่ค่อยมีราคา ก็ของมันหาง่าย ใครก็หาได้  แบ่งกันกินแบ่งกันใช้  ถวายพระ  ทุกคนล้วนมีความสุข ไปทุกชายคา...มาบัดนี้เป็นอย่างไร...โอ้! อนิจจา นี่หรือการพัฒนา?  
     ย้อนกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง  บางปะกงของเราก็ไม่แตกต่างกัน  เมื่อพื้นที่รอบนอกเป็นพิษ  ก็ไหลลงแม่น้ำนี้  หมักหมมมาหลายปี  จากน้ำดี ก็เน่าเสีย ปลาน้อยลงมาก  เมื่อก่อนเวลาถ่ายลงน้ำ  ดูยังกับวังมัจฉา ตอนอาศัยบ้านลุงที่ตลาดกลางริมฝั่งน้ำ  เคยออกไปกางอวนตาถี่กับอา  ลูกกุ้งที่เรียกว่า “เคย”  พร้อมกับปลาหลายชนิดได้มามากจริง ๆ  ตอนนี้ก็ยังมีคนกางอวนอยู่ แต่จำนวนกุ้งปลาลดลงมาก “ปลาอีกง” ปลาท้องถิ่น แทบจะหายไปจากสายน้ำ  นาน ๆ เพื่อนดักลอบได้มาก็จะฉู่ฉี่มาฝาก อร่อยมาก  กินจนท้องบาน เดี๋ยวนี้เห็นมีโครงการนำปลาอีกงคืนถิ่น...ผมก็ยินดีด้วย  
         สาเหตุส่วนใหญ่ มาจากความอยากสบาย ของคนไทยในหลายในพื้นที่   อยากเดินทางเร็ว  ต้องมีทางด่วน  โรงงาน  สะพาน  มีเขื่อน ประตูน้ำ น้อยใหญ่ขวางกั้นลำน้ำ  คูคลอง  หนองบึง  แบ่งแยกสายน้ำที่เคยไหลวนเวียน ชั่วนาตาปีในทุ่งแห่งนี้  แยกจืด  แยกเค็ม แยกน้ำ แยกดิน  แยกจนเกินความพอดี...แต่ไม่เป็นไร ด้วยจินตนาการ ผมรู้ว่ามันยากสุดจะแก้ไข  คงต้องอาศัยภาวะโลกร้อนคราวนี้  ถึงจะทำให้ธรรมชาติ ที่แตกแยก มันมารวมกันอีกครั้ง บนความวิบัติของมนุษย์ชาติ                
      ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุณภูมิโลก จากหลายสำนัก ฟันธง! ว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นราว 1 เมตรใน 20 ปีข้างหน้า  คิดดูดี ๆ ว่าจะกินพื้นที่ขนาดไหน ? ปลายแหลมญวนหาย  ตอนบนอ่าวไทยในหลายพื้นที่  บางปะกง  คลองด่าน  ปากน้ำ  พระสมุทรเจดีย์  บางขุนเทียน ถึงสมุทรสาคร  กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลหนักสุด  จะกลับมาเป็นนครแห่งน้ำอีกครั้ง...ก็จะเป็นไรไป เมื่อก่อนมันก็เคยเป็นทะเล  เลยขึ้นไปถึงปทุมธานี  อยุธยา   อ่างทอง   สิงห์บุรี  และบางส่วนของลพบุรี
  


ภาพที่ 5
โลกเริ่มทวงคืน พร้อมกับความย่อยยับ ของคนในลุ่มน้ำ “สุวรรณภูมิ” แห่งนี้  เท่านั้นยังไม่พอ  การสร้างเขื่อนบนจีนแผ่นดินใหญ่ และลาว กั้นขวางแม่น้ำโขง  ก็จะสร้างปัญหา  ถาโถมเข้าใส่ประเทศไทยแทบจะจมธรณี  
     นี่แค่ตัวอย่างที่ผมเห็นได้ในจินตภาพ  ถ้าอุณภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2 ดีกรี... อันตรายที่มองไม่เห็นจะเกิดขึ้นอีกมาก เช่น เชื้อโรคร้าย ตัวเล็ก ๆ นั้นไง ที่จะเพิ่มทวี แล้วเราจะหนีไปอยู่ที่ไหน?...ก็สิ่งที่หลายคนทำ...มันสวนกับวิถีของธรรมชาติ...แล้วยังบอก หลอก สอนต่อ ๆ กันมาว่าเป็นการพัฒนาที่ดี...ฤา...ต้องรอให้ถึงวันนั้น  วันที่ จะเห็นน้ำทะเลสวย เขียวใสขึ้นไปถึงอุดรธานี...เป็น...เมืองท่าแห่งใหม่... เมื่อได้ประเทศไทยคืนมา...เฮ้อ !
      ผมไม่เคยกลัว!... ถ้าน้ำเค็มมันจะท่วมจริง ผมก็มีเรือพาย  ทำเก็บเอาไว้ให้ใช้ได้หลายปี ด้วยน้ำมันราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจก็ซบเซา หลายคนหน้าเศร้า หาเงินยากเข้าทุกที  แล้วจะเป็นอย่างนี้ไปอีกหลายปี ทำอย่างไรได้ผมชอบเล่นเรือเร็ว  เคยผลาญน้ำมันมานานกว่า 20 ปี เวลาซ่อมเครื่องแต่ละครั้งไม่อยากจะบอก  กระเป๋าฉีก  ขนหน้าแข้งร่วงไปหลายเส้น คนไม่เคยมี ไม่รู้ไม่เห็น ลองมาเล่นเอง แล้วจะเข้าใจ  ต้องดูแลเหมือนรถ เหมือนลูก แต่ยังง่ายกว่าดูแลเมีย  ฮา !
      ทำพังเองยังบ่นเสียดาย เวลาเพื่อนยืมใช้ แล้วใจหายทุกที  กลับมาไม่ครบ  เครื่องเสียกลางทาง  ชนขอนลอยน้ำมาบ้าง  ใบจักรหักกลาง  ทำเบ็ดตกน้ำ  เราก็ต้องจ่ายค่าซ่อมทุกที จะบอกเพื่อนอย่างไร? ว่ามือยังไม่ถึง...กว่าเราจะลุยคนเดียวแล้วเสียวได้...ก็หมดไปหลายล้าน ไม่ใช่หัวกระบานนะน้อง  พี่  ฟังผมสักนิด...ก่อนคิดจะมีเรือเร็ว
      มาวันนี้ ! เอาผมอีกแล้ว เพื่อนพี่ที่รัก  เที่ยวกันมานาน ทั้งป่า และทะเล ผมไม่ว่างพาไปตกปลา แกขอเอาเรือไปเอง  ออกไปได้ไม่ไกลเกียร์เครื่องที่ซ่อมมาใหม่ก็พัง ก็ไม่รู้ทำอย่างไร ผมวิ่งไปทั่วย่านน้ำยังกลับมาได้  ยุงกัดแทบตายตอนไปลากมา ให้ช่างถอดซ่อม เหล็กเท่านิ้วก้อยราคาเกือบหมื่น  ผมก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ  ก็เพื่อนมันอยากเสียว แต่ตอนซ่อมมันไม่เกี่ยว...หลายครั้งเป็นเช่นนี้...ก็ไม่เป็นไร !
     คิดหน้าคิดหลัง... เอาอย่างนี้ดีกว่า หาเรือไว้อีกลำ ไม่ต้องเร็วมาก จะได้ใช้ชีวิตให้ช้าลงเสียบ้าง  แต่ต้องทนทาน กินน้ำมันน้อยๆ  ดูแลง่ายๆ  มีใช้ทั่วไทย เลยนึกถึงวัยเด็กขึ้นมาได้  เรือลำเล็ก ๆ ที่เราเคยพาย  หาให้มันใหญ่หน่อย  แล้วเอาเครื่องหางยาวขนาด 5.5 แรงม้า มาใส่  ราคาเครื่องใหม่ยังถูกกว่า น็อตของเกียร์ยามาฮ่าตัวเดียว
       ไม่นานเรือที่หวังก็ตามมา  เป็นเรืออีแปะลำเก่า  ซื้อมาปรับปรุงใหม่  ใส่ดีไซน์ที่ต้องการเข้าไป จนสวยถูกใจ  ติดหัวซาวเดอร์  ที่วางคันเบ็ด  ปูพื้นไม้  ทาสีขาว  แถบคิ้ว และหัวเรือทาสีแดงให้บาดใจ ลองนั่ง นอน สบาย ดูแล้วเข้าท่า ใช้เวลาไปเกือบเดือน  ก็สำเร็จ  “มาเลยเพื่อน...ถ้าอยากขับ...ผมจะได้ไม่ต้องเสียวหลัง”
      


ภาพที่ 6
ซื้อเครื่องมาใหม่หนึ่งตัวขนาด 5.5 แรงม้าของ “ไทเกอร์” ราคาถูกดีเป็นของจีนแดง  และมีเครื่องฮอนด้า 5.5 แรงม้าอยู่อีกตัวหนึ่งแล้ว  ตอนทำนากุ้ง  มองไปเห็นเครื่อง เจโล่ ของพ่อ ผมเคยใช้ในวัยเด็กอยู่อีกตัว  รีบไปงัดออกมาจากใต้ถุนยุ้งข้าว  ดูแล้วน่าสงสาร สนิมเกาะเต็มเชียว  เอามาล้าง ขัดถู ให้พอดูได้ ใส่น้ำมันเข้าไป  กระชากเครื่องพอติด  เลยส่งช่างฟิต บอกเขาว่า “เอามันให้ชัวร์ป้าบ” 13.5 แรงม้า คงวิ่งเร็วทันใจ
       ผมจะเอามาใช้ฮ้อแร่ด  แทนเรือเร็ว...แล้วคิดขอบคุณพ่อ ที่สอนให้ขับเรือหางยาวได้  หวนนึกถึงคราวใด เล่นเอาน้ำตาคลอ  ถ้าพ่อรู้ตัว แล้วมาเห็น หรือได้ยินเสียงเครื่องเรือของท่าน ท่านคงหัวเราะรอร่า  แล้วอาจพูดว่า
“เบา ๆ  หน่อยไอ้จิณ... นี่มันในคลอง   เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะด่าอย่างที่ยายเอ็งเคยด่า...” ผมแอบยิ้มทั้งน้ำตา  อย่างมีความสุข เมื่อนึกถึงคำสอนของตา ของยาย
    ก็สอนแล้วมันไม่จำ ...ผมอดขำ ๆ เวลาเถียงพ่อ เถียงแม่...เดี๋ยวนี้พ่อแก่ลงมาก ป่วย ต้องคอยดูแลตลอด แม่ยังดีหน่อยที่ช่วยตัวเองได้  แต่ก็สามวันดีสี่วันไข้...ผมมองดูตัวอย่างจากท่านทั้งสอง...ชักจะเห็นสัจธรรมได้ชัดขึ้น...ว่าสังขารทั้งหลายมันไม่ใช่ของแท้ มันไม่ใช่ของเรา  มันเป็นของชั่วคราว  มันเป็นของไม่แน่ ท่านจะอยู่กับเราอีกนานเท่าไร? เราก็เหมือนกัน อาจตายก่อนหรือหลังไม่มีใครรู้ได้  เปรียบไปก็เหมือนเรือพาย หรือไม้ใกล้ฝั่ง นับวันจะผุพังลง ซึ่งมันเป็นของแน่ที่สุด
         ยามนี้! เรายังดี มีเรี่ยวแรง ต้องรีบใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งกับตนเอง ผู้อื่น ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม...ก่อนที่มันจะเสื่อมไป เสียไปเปล่า ตามวัน เวลา แห่งวัฏฏะนี้
       ผมจะเอาเรืออีแปะลำงาม ตะลุยไปตกปลา กับปลูกป่า ในสองฝั่งของลำน้ำนี้...ปลาบางตัวอาจต้องตาย... เพื่อให้ได้ต้นไม้ใหญ่  โพธิ์  ไทร ไกร กร่าง  เป็นร่มเงาแก่คน และสัตว์ทั้งหลายได้อาศัย  ดื่ม  กิน พร้อมด้วยทวยเทพ  เทวดา  อินทร์  พรหม  หรือยมทูต  ไม่ว่าจะมาจากภพภูมิไหน ย่อมสุขสบายเท่าเทียมกัน ด้วยพื้นที่สีเขียว  ลดภาวะโลกร้อน  และสู้กับน้ำทะเลกลืนผืนดิน โดยอาศัยระบบรากที่แข็งแรง ของไม้มงคล 4 ชนิดนี้ ซึ่งผมทั้งปลูก และแจกนับพันต้นมา 5 ปีกว่าแล้ว...เพื่อทดแทนคุณแผ่นดินเกิด
       ตาเคยสอนไว้ ตอนที่ยังอยู่ว่า “ไอ้เสือเอ๋ย!มึงอย่าทะนง...ไฟไหม้พงจะอยู่ที่ไหน?” ผมเป็นลูก เป็นหลานของท่าน...คงไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งสอนอีก... ก็พร้อมจะช่วยทำในสิ่งนี้ เท่าที่ผมจะทำได้… กลัว!วิญญานบรรพบุรุษไทจะลุกขึ้นมาด่าว่า
“พ่อแม่มึงไม่สั่งสอนรึไง?... ไอ้ลูกหลานจังไร”  
  ต้องกราบขออภัย...ผมเป็นลูกผู้ชาย... ต้องรีบพายเรือไป...ดูแลสายน้ำ
                   ………. จบ ………  

( เรื่องนี้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร “ท่องเที่ยวตกปลา” ปีที่ 17 ฉบับที่ 204  และหน้าบทความของ www.siamfishing.com   ค้นหาพิมพ์  ป.ประจิณ )


ภาพที่ 7

address: 203.153.171.103


ความเห็นจากผู้อ่าน

ความเห็นที่ 1 :  นู๋เปิ้ล    posted: 04-07-2552, 16:43:34   งดออกเสียง      แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
ไม่น่าเชื่อว่า เพิ่งนึกถึงพี่ประจิน เมื่อสอง-สามวันนี้เอง
แล้วพี่ประจินก็มาปรากฏตัว

หวังว่าคงสบายดีนะคะ
^__^

address: 58.147.74.4

ความเห็นที่ 2 :  บันไซ    posted: 06-07-2552, 07:43:25   งดออกเสียง      แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง สบายดีนะครับพี่

address: 114.128.57.163

ความเห็นที่ 3 :  ป.ประจิณ    posted: 06-07-2552, 13:18:23   งดออกเสียง      แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
สบายดีครับนู๋เปิล และคุณบันไซ

ไม่ค่อยได้ไปดำน้ำ แต่ชีวิตก็วนเวีนนอยู่กับน้ำ...ดังบทความที่เขียน...มันเป็นเรื่องใหญ่กว่า ต้องยอมห่างหน้าจากวงการ มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ดังคุณบันไซว่า

คิดถึง"จดหมายรักนู๋เปิ้ล" วันนี้พี่มีคำตอบ...ไม่อยากจะบอกความใน...สุดท้ายก็อยู่ที่ใจของ "ลูกผู้ชาย...เรือพายกับสายน้ำ" เป็นความฝันอันสูงสุด

address: 203.153.173.107

ความเห็นที่ 4 :  บันไซ    posted: 07-07-2552, 08:24:46   งดออกเสียง      แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
เหลาเรื่องซ่อมเรือแล้วน้ำตาคลอเบ้าหัวอกเดียวกันคนไม่เคยมีเรือแล่นในทะเลคงนึกภาพไม่อออก555ลองมีสักลำซิครับ อ่านบทความพี่แล้วนึกถึงบ้านผมที่แถวมีนบุรี ลาดกระบัง อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เราขวางไม่ได้ทำได้แค่ชะลอการเติบโตของความเจริญปัจจุบันผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากแค่ทำตัวไม่ใกล้ความเจริญพยายามอยู่แบบง่ายๆให้มากที่สุดหลายคนรอบตัวเราไม่ค่อยชอบวิธีนี้เค้าชอบให้เราวิ่งตามหหาและกระโจนเข้าใส่ความเจริญมันจะดีหรือพี่

address: 114.128.102.2

ความเห็นที่ 5 :  ปุ๊ย    posted: 08-07-2552, 12:18:03         แจ้งแก้ไข แจ้งลบ
สวัสดีค่ะพี่ ป.ประจิณ คิดถึง คิดถึง

ขอบคุณมากๆ ที่นำเอาเรื่องดีๆ มาแบ่งปันกัน

มีโอกาสจะแวะไปเยี่ยมบ้านริมสายน้ำอีกนะคะ  

address: 124.122.138.200

กรุณา ลงทะเบียน และ login ก่อนส่งความเห็นครับ